กฟก.ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต 100 %
“เลขาฯ สไกร” ย้ำต้องเป็นองค์กรโปร่งใส ตรวจสอบได้

วันที่ 25 มกราคม 2567 เวลา 10.00 น. ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรพร้อมด้วย นายสมยศ ภิราญคำ รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการสำนัก หัวหน้าส่วน และพนักงานลูกจ้าง ร่วมประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริต และการไม่รับของขวัญของกำนัล (No Gift Policy) ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีสำนักงานสาขาจังหวัดทั่วประเทศร่วมกล่าวประกาศเจตนารมณ์ผ่านระบบ NT Conference ไปพร้อมกันด้วย
นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงาน กฟก. ได้มอบนโยบาย “No Gift Policy ไม่รับ – ไม่ให้” ของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่า “นโยบาย No Gift Policy ไม่รับ – ไม่ให้ เป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมสุจริตในการปฏิบัติงานให้มีคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส ลดการทุจริตคอร์รัปชั่นในการปฏิบัติหน้าที่ และปลูกฝังจิตสำนึกให้เป็นคนดี มีค่านิยมในทางสุจริต เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำอันอาจส่งผลต่อดุลยพินิจ หรือการตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่ หรือก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน
โอกาสนี้ ได้นำกล่าวประกาศเจตจำนงต่อต้านการทุจริต “สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรไม่ทนต่อการทุจริต” (FRD Zero Tolerance) ประจำปี 2567 ว่า “จะซื่อตรงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ จะเป็นคนดีมีคุณธรรม ประพฤติปฏิบัติตนในสัมมาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลักสำคัญ มั่นคงดำรงตนอยู่ในความมีเกียรติ และศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่กระทำการโกงแผ่นดิน ไม่ทนต่อการทุจริต หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่หาผลประโยชน์หากินบนความทุกข์ยากของประชาชน และปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยหลักธรรมาภิบาล ในการดำเนินงานและจะยืนหยัดต่อต้านทุจริตทุกรูปแบบ” นอกจากนี้การประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในการปฏิบัติงานของผู้บริหารพนักงาน และลูกจ้างทุกระดับ เพื่อให้เป็นมาตรการการปฏิบัติอยู่ในกรอบและเป็นแบบอย่างที่ดี อันจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม นายสไกร กล่าวทิ้งท้าย

อ่านต่อ

บอร์ดใหญ่ กฟก. แต่งตั้งบอร์ดบริหาร – บอร์ดหนี้ สานต่อภารกิจ
แก้หนี้ ฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร

วันที่ 16 มกราคม 2567 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ครั้งที่ 1/2567 ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกภายหลังจากที่มีการแต่งตั้งผู้แทนเกษตรกรและผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยนายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้นำเสนอวาระที่สำคัญต่อที่ประชุมดังนี้

  1. รายงานการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้แทนเกษตรกรเป็นกรรมการในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 20 คน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งที่ 1022/2566 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 สัดส่วนผู้แทนเกษตรกร ประกอบด้วย ภาคเหนือ จำนวน 5 คน ภาคกลาง จำนวน 4 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 7 คน และภาคใต้ จำนวน 4 คน
  2. รายงานการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 11 คน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามในคำสั่ง เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ประกอบด้วยผู้ทรงภาคราชการ จำนวน 5 คน และผู้ทรงภาคเอกชน จำนวน 6 คน
  3. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายชื่อคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ดังนี้
    รายชื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 7 คน ประกอบด้วย นายสุรชัย เบ้าจรรยา ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน นายบัณฑิต สวยงาม ผู้สาขาเศรษฐศาสตร์ นายสุวรรณ ปิ่นรัตน์ สาขาการเงินหรือการธนาคาร นายกิตติกร เชิดชู สาขาเกษตรศาสตร์ นายกิตติพล ตะพานแก้ว ผู้แทนเกษตรกรภาคกลาง นายกุญชร สุธรรมวิจิตร ผู้แทนเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    รายชื่อคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร จำนวน 21 คน ประกอบด้วย นายประเสริฐ ฝ่ายชาวนา สาขาเศรษฐศาสตร์ พลตำรวจตรี ธรรมนูญ มั่นคง สาขาการเงินหรือการธนาคาร นายสิทธัญ วงค์ปั๋น สาขาเกษตรศาสตร์ นายรัฐภูมิ ขันสลี ผู้แทนเกษตรกรภาคเหนือ นายนเรศ รัศมีจันทร์ ผู้แทนเกษตรกรภาคเหนือ นายเอนก น้อยแสง ผู้แทนเกษตรกรภาคกลาง นายไชยภร แย้มปั้น ผู้แทนเกษตรกรภาคเหนือ นายยุทธศักดิ์ ยารังษี ผู้แทนเกษตรกรภาคเหนือ นายจารึก บุญพิมพ์ ผู้แทนเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นางสาวภัคสุภรณ์ สวัสดิ์ศรี ผู้แทนเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นางนิสา คุ้มกอง ผู้แทนเกษตรกรภาคกลาง นายนิคม ฤทธิ์ศรีเรือง ผู้แทนเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคณะกรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานภาคราชการที่กำหนดไว้ 7 คน
    โดยคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งทั้ง 2 ชุด จะเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรสมาชิก ทั้งด้านการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และด้านการจัดการหนี้ของเกษตรกร รวมทั้งการบริหารสำนักงานในทุกด้านให้มีความต่อเนื่องแทนคณะกรรมการชุดเดิมที่หมดวาระไปแล้ว
อ่านต่อ

กฟก. ประกาศผลเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร 4 ภาค เตรียมเสนอรัฐมนตรีก.เกษตรฯ แต่งตั้งเป็นทางการเร็ว ๆ นี้
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2566 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรเพื่อเป็นคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ทั่วประเทศมีหน่วยเลือกตั้งจำนวน 4,957 หน่วย มีเกษตรกรสมาชิกที่มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 5.2 ล้านคน ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวน 669,148 คน คิดเป็น 12%
สำหรับผลการนับคะแนนที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งรายงานผลให้กรมการปกครองทราบ

รายชื่อผู้แทนเกษตรกร ภูมิภาคที่ 1 (ภาคเหนือ) ได้แก่

1.นายรัฐภูมิ ขันสลี จาก จ.น่าน

2.นายไชยภร แย้มปั้น จาก จ.สุโขทัย

3.นายนเรศ รัศมีจันทร์ จาก จ.เชียงราย

4.นายยุทธศักดิ์ ยารังสี จาก จ.พะเยา

5.นายประสิทธิ์ บัวทอง จาก จ.พิจิตร


ผู้แทนเกษตรกร ภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) ได้แก่

1.นายกิตติพล ตะพานแก้ว จาก จ.ลพบุรี

2.นายเอนก น้อยแสง จาก จ.ประจวบคีรีขันธ์

3.นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล จาก จ.สุพรรณบุรี

4.นางนิสา คุ้มกอง จาก จ.ชัยนาท


ผู้แทนเกษตรกร ภูมิภาคที่ 3 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ได้แก่

1.นายศักดิ์ชาย พรหมโท จาก จ.อุดรธานี

2.นางสาวภัคสุภรณ์ สวัสดิ์ศรี จาก จ.ชัยภูมิ

3.นายจารึก บุญพิมพ์ จาก จ.ศรีสะเกษ

4.นายนิคม ฤทธิ์ศรีบุญ จาก จ.สกลนคร

5.นายกุญชร สุธรรมวิจิตร จาก จ.อุบลราชธานี

6.นายสราวุธ ศุภรมย์ จาก จ.ขอนแก่น

7.นายเทอดรัฐ นาหัวนิล จาก จ.หนองบัวลำภู


ผู้แทนเกษตรกร ภูมิภาคที่ 4 (ภาคใต้) ได้แก่

1.นายดรณ์ พุมมาลี จาก จ.พัทลุง

2.นายยูโซ๊ะ อาเก๊ะ จาก จ.ปัตตานี

3.นางพจมาน สุขอำไพจิตร จาก จ.ชุมพร

4.นายสมบูรณ์ จิตรเพ็ญ จาก จ.นราธิวาส


ในขณะนี้กรมการปกครองได้รายงานผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการให้กองทุนฟื้นฟูรับทราบแล้ว พร้อมเสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อลงนามแต่งตั้งเป็นผู้แทนเกษตรกร ทำหน้าที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน เพื่อให้ได้คณะกรรมการเข้ามาทำหน้าที่โดยเร็ว

อ่านต่อ

วันที่ 22 กันยายน 2566 นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สถานที่สมัครรับเลือกตั้ง โดยกำหนดให้วันที่ 18 – 22 กันยายน 2566 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 16.30 น. เป็นวันรับสมัครเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2566 และเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2566 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 15.00 น. สำหรับสถานที่รับสมัครกำหนดให้ภาคเหนือ ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ภาคกลาง ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (สำนักงานใหญ่) กรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น และภาคใต้ ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่ง กฟก.ได้ประชาสัมพันธ์การรับสมัครผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ สื่อโซเชียล หน่วยงานภาคีความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ช่วยกระจายข่าวให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบและสมัครเพื่อเป็นผู้แทนเกษตรกรของ กฟก. โดยได้มีการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ให้แต่ละศูนย์รายงานผลเป็นรายวัน ทั้งยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมศูนย์รับสมัครทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและพบปะกับผู้สมัครในแต่ละภูมิภาคด้วย

สรุปข้อมูลผู้มาสมัครผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2566 ณ วันที่ 22 กันยายน 2566 ภาคเหนือ มีผู้สมัครจำนวน 28 คน ภาคกลาง มีผู้สมัคร จำนวน 19 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้สมัคร จำนวน 57 คน และภาคใต้ มีผู้สมัคร จำนวน 23 คน รวมทั้งสิ้น 127 คน โดยในภาพรวมวันที่ 18 กันยายน ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครนั้น มีจำนวนผู้มาสมัครสูงสุดกว่าในทุกวัน ส่วนวันถัดไปก็ยังมีทยอยกันมาสมัครอย่างต่อเนื่อง

ในปีนี้บรรยากาศการรับสมัครเป็นไปด้วยความคึกคัก ทุกภูมิภาคมีจำนวนผู้สมัครเพิ่มขึ้นกว่าทุกครั้ง และมีผู้สมัครหน้าใหม่ทั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่ ผู้นำองค์กร นักเคลื่อนไหวภาคเกษตรให้ความสนใจร่วมสมัครมากขึ้นด้วย แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาเกษตรกรได้ประจักษ์ถึงผลงานในเชิงรูปธรรมที่จับต้องได้ ทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้ การฟื้นฟูอาชีพ และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสำนักงานกับเกษตรกรที่แน่นแฟ้นมากขึ้น นับว่าเป็นมิติใหม่ของ กฟก. อย่างแท้จริง หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร โดยในทุกขั้นตอนสำนักงานได้กำชับผู้ปฏิบัติงานให้กระทำด้วยความรอบคอบ ถูกต้อง และโปร่งใส ที่สำคัญได้เน้นย้ำให้ทุกคนวางตัวเป็นกลางในการทำงาน เพื่อให้การเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในครั้งนี้มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับหน่วยงานด้วย

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน 2566 ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) พร้อมคณะผู้บริหารได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมศูนย์รับสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร ภูมิภาคที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรับฟังรายงานการรับสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายประยงค์ อัตจักร  ผู้อำนวยการสำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฐานะประธานคณะกรรมการรับสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นกรรมการ จำนวน 8 คน ร่วมให้การต้อนรับและรับฟังรายงานการดำเนินงานของศูนย์รับสมัครรับเลือกตั้งฯ วันนี้เป็นวันที่ 5 วันสุดท้ายของการรับสมัคร โดยมีเกษตรกรสมาชิกที่สนใจมาสมัครเบื้องต้น 55 คน รวมจำนวนผู้สมัครทั้ง 4 ภาค (ไม่เป็นทางการ) จำนวน 118 ราย ซึ่งมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

สำหรับประเด็นที่ได้หารือกันวันนี้  เลขาธิการกองทุนฯ ได้ย้ำถึงการวางตัวเป็นกลางของพนักงานที่ต้องยึดปฎิบัติตามระเบียบ นอกจากนี้ยังได้แจ้งแนวทางการประชุมของคณะอนุกรรมการติดตามและตรวจเยี่ยมการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร ทั้ง 4 ภาค  การจัดทำแผนประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ซึ่งได้จัดงบประมาณให้ทุกสาขาจังหวัด ตั้งแต่ 60,000 195,000 บาท ตามจำนวนสมาชิกองค์กร นอกจากนี้ยังมีเรื่องแนวทางปฏิบัติการขอสำเนารายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง แนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎกระทรวง ข้อ 15 

เลขาธิการฯ สไกร ได้กล่าวตอนท้ายว่า จากข้อมูลผู้มาสมัครรับเลือกตั้งทั้ง 4 ภาค มีจำนวนมากกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคอีสานที่มาสมัครมากถึง 55 คน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เป็นทางการ เมื่อเทียบกับคราวที่แล้วมาสมัคร 39 คน รวมทุกภาคมีมากกว่า 120 คน จะเห็นได้ว่าเกษตรกรให้ความสนใจและเห็นความสำคัญของกองทุนฟื้นฟูฯ จึงขอฝากให้สาขาจังหวัดลงพื้นที่พบปะองค์กรเกษตรกรและเข้าถึงเกษตรกรให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้ได้มากที่สุดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน 66 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) พร้อมคณะผู้บริหารได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมศูนย์รับสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร ภูมิภาคที่ 1 ภาคเหนือ เพื่อรับฟังรายงานการรับสมัครเลือกตั้ง รวมถึงการเตรียมการรณรงค์ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฯ ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรและออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยมีนายรัตนกุล โพธิ ผู้อำนวยการสำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 1 ภาคเหนือ ในฐานะประธานคณะกรรมการรับสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานสาขาภาคเหนือที่เป็นกรรมการ จำนวน 7 คน ร่วมให้การต้อนรับและรับฟังรายงานการดำเนินวานของศูนย์รับสมัครรับเลือกตั้งฯ ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 4 ของการรับสมัคร โดยมีผู้มาสมัครรับเลือกตั้งแล้วจำนวน 25 คน

สำหรับประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือกันวันนี้ ได้แก่  แนวทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการติดตามและตรวจเยี่ยมการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร การประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ซึ่งได้จัดงบประมาณให้ทุกสาขาจังหวัด ตั้งแต่ 60,000 – 195,000 บาท ตามจำนวนสมาชิกองค์กร นอกจากนี้ยังมีเรื่องแนวทางปฏิบัติการขอสำเนารายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง แนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งศูนย์รับสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรภาคเหนือ ได้รับทราบและเข้าใจในประเด็นดังกล่าว โดยมีเรื่องหารือเพิ่มเติมคือ การสมัครเป็นสมาชิกองค์กรในวันที่มาสมัครรับเลือกตั้งจะได้รับสิทธิ์หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า คกก.กองทุนฯ เห็นชอบรายชื่อสมาชิก เพื่อทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแล้ว ณ วันที่ 14 ส.ค. 66 เบื้องต้นจึงถือวันดังกล่าวเป็นวันรับขึ้นทะเบียนองค์กรทีมีสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้ง ส่วนที่มาขึ้นทะเบียนภายหลัง จะแจ้งแนวปฎิบัติให้ทราบอีกครั้ง

ภายหลังการรับฟังรายงานจากประธานศูนย์รับสมัครฯ เลขาธิการกองทุนฯ ได้กล่าวกับ คกก.และพนักงานว่า การเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรครั้งนี้ จะเป็นตัวชี้วัดครั้งสำคัญว่า เกษตรกรยังรักกองทุนฯ อยู่หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมากองทุนฯ ได้จัดการหนี้สินให้เกษตรกรกว่า 1 หมื่นล้านบาท และสนับสนุนการฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกรหลายพันล้านบาทซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวพิสูจน์ว่ากองทุนฯ จะเดินไปในทิศทางไหนอย่างไร จึงขอฝากให้สาขาจังหวัดลงพื้นที่พบปะองค์กรเกษตรกรและเข้าถึงเกษตรกรให้ได้มากที่สุด เพื่อปลุกพลังเงียบของเกษตรกรออกมาใช้สิทธิเลือกให้ได้มากที่สุดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

อ่านต่อ

วันพุธที่ 20 กันยายน 66 ที่ห้องประชุมวัฒนธรรมจังหวัด ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ได้ลงพื้นที่ติดตามตรวจเยี่ยมศูนย์รับสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร ภูมิภาคที่ 4 ภาคใต้ เพื่อรับฟังสรุปการรับสมัครผู้แทนเกษตรกรเขตภาคใต้ โดยมีนายสุกิจ  ลุ้งใหญ่ ผู้อำนวยกิจสำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 4 ภาคใต้ พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานสาขาภาคใต้ 9 จังหวัด ที่เป็นคณะกรรมการรับสมัครรับเลือกตั้ง เข้าร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ด้วย

เลขาธิการ กฟก. กล่าวว่า การลงพื้นที่ภาคใต้ วันนี้ ถือเป็นแห่งแรกที่ลงมารับฟังสรุปการรับสมัครเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรของภาคใต้ ซึ่งเปิดรับสมัครมาแล้ว 3 วัน มีผู้สมัครจำนวน 16 ท่าน ถือว่าได้รับความสนใจจากพี่น้องเกษตรกรสมาชิก เขตภาคใต้เป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่า กฟก. มีผลงาน  ทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องเกษตรกร สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ รักษาที่ดินทำกินให้เกษตรกรได้อย่างกว้างขวาง รวมถึงการสนับสนับสนุนการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรมให้พี่น้องได้จำนวนมาก

สำหรับการประชุมหารือในวันนี้ได้ทำความเข้าใจกับสาขาจังหวัดภาคใต้ ในประเด็นต่างๆ เช่น การเตรียมความพร้อมการลงติดตามตรวจเยี่ยมการเลือกตั้ง การประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง การตรวจคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง การขอถ่ายสำเนารายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงการวางตัวเป็นกลางพนักงาน ลูกจ้าง และอนุกรรมการฯ จังหวัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ถูกร้องเรียนหรือฟ้องดำเนินคดี จึงขอให้ผู้เกี่ยวข้องศึกษา ทำความเข้าใจในวิธีปฎิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย กฎกระทรวง

ในโอกาสนี้เลขาธิการกองทุนฯ จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรสมาชิกกองทุนฯ ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรให้มากที่สุด ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ย. 66 นี้ เพื่อแสดงพลังให้รัฐบาลและประชาชนได้รับทราบ ว่ายังมีเกษตรกรรอรับการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอีกจำนวนมาก

สำหรับการลงติดตามตรวจเยี่ยมและรับฟังสรุปการรับสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในระดับภูมิภาคของเลขาธิการฯ มีแผนจะลงพื้นที่ ภาคเหลือ ที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 21 ก.ย. 66 และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 22 ก.ย. นี้

อ่านต่อ

วันที่ 14 กันยายน 2566 เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมสำนักงาน ก.พ. (เดิม) ชั้น 3 กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2566 ครั้งที่ 1/2566 โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน

นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในฐานะเลขานุการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบประกาศ ทั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2566 เรื่องกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สถานที่รับเลือกตั้ง เรื่องกำหนดจำนวนผู้แทนเกษตรกรที่จะพึงมีในแต่ละภูมิภาค และเรื่องกำหนดจำนวนรูปถ่ายหรือรูปภาพที่พิมพ์ชัดเจนในการรับสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร โดยสำนักงานได้รายงานการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในครั้งที่ผ่านมา ข้อมูลเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และคำสั่งสำนักงาน เรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2566 จำนวน 3 ฉบับ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับจัดการเลือกตั้ง ซึ่งได้กำหนดให้มีการเปิดรับสมัครผู้แทนเกษตรกร ในวันที่ 18-22 กันยายน 2566 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 16.30 น. และเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2566 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 15.00 น.

สำหรับการประชุมในนัดแรกวันนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนบริการจัดการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2566 โดยมีขั้นตอนดำเนินการ 11 ขั้นตอน จำนวน 25 กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ 77 วัน เห็นชอบการใช้จ่ายงบประมาณในการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร จำนวน 120 ล้านบาท ตามที่คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอนุมัติไว้ โดยให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้ง จำนวน 90 ล้านบาท ให้สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เพื่อใช้ในการจัดพิมพ์บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 7 ล้านบาท ให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 23 ล้านบาท เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง จำนวน 15 ล้านบาท และใช้ในการบริหารจัดการเลือกตั้ง จำนวน 8 ล้านบาท

นอกจากนี้เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งและปัญหาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเกษตรกร พ.ศ. 2566 และ คณะอนุกรรมการติดตามและตรวจเยี่ยมการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2566 ใน 4 ภูมิภาค และเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คณะกรรมการได้ขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายประเมินความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการจัดการเลือกตั้ง และจัดทำคู่มือสำหรับจัดการเลือกตั้งที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ คู่มือด้านกฎหมาย เพื่อให้มีความรอบคอบในทุกมิติ เพื่อป้องกันและกำหนดแนวทางให้สามารถจัดการเลือกตั้งได้สำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และยังได้เน้นย้ำให้สำนักงานประชาสัมพันธ์ สื่อสารให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย จำนวนกว่า 5.2 ล้านคน เห็นความสำคัญของการเลือกตั้งและออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากที่สุด เพื่อคัดเลือกผู้แทนเกษตรกรที่มีคุณภาพ เข้ามาทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสำคัญให้ภาคเกษตรได้รับการดูแลพัฒนาตรงกับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง

อ่านต่อ

วันที่ 29 ส.ค. 2566 นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้มีการแจ้งผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ 2566 โดย ป.ป.ช.ได้จำแนกหน่วยงานของรัฐออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 คือ หน่วยธุรการขององค์กรศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ และหน่วยงานในสังกัดรัฐสภา ประเภทที่ 2 คือ ส่วนราชการระดับกรม ประเภทที่ 3 คือ รัฐวิสาหกิจ ประเภทที่ 4 คือ องค์การมหาชน ประเภทที่ 5 คือ กองทุน และหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ประเภทที่ 6 คือ สถาบันอุดมศึกษา ประเภทที่ 7 คือ จังหวัด เฉพาะส่วนราชการส่วนภูมิภาค และประเภทที่ 8 คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

ในส่วนของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จัดอยู่ในประเภทที่ 5 คือ กองทุน และหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ในปีนี้ได้รับคะแนนประเมิน 91.42 คะแนน ผลการประเมินอยู่ในลำดับที่ 8 ซึ่งผลเป็นที่น่าพึงพอใจ อยู่ในระดับ A เนื่องจากคะแนนประเมินขยับเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่สำนักงานได้รับคะแนนประเมินเพียง 78.71 เท่านั้น

สำหรับในปีนี้มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อกองทุนฟื้นฟูฯ หลายประการ ด้านที่มีผลคะแนนโดดเด่น ได้รับคะแนนสูงสุด ควรรักษามาตรฐานไว้ ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 1 เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ และตัวชี้วัดที่ 6 เรื่องคุณภาพการดำเนินงาน ส่วนประเด็นที่จะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพงานมีคุณภาพสูงขึ้น ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 4 การใช้ทรัพย์สินของราชการ ตัวชี้วัดที่ 7 ประสิทธิภาพการสื่อสาร และเรื่องการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ โดยสำนักงานจะนำประเด็นที่ได้รับข้อเสนอแนะทั้งหมดไปเป็นกรอบแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข นำไปสู่การพัฒนาองค์กรให้มีความโปร่งใสตามกรอบการประเมิน ITA และพัฒนาคุณธรรมการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล ให้การปฏิบัติงานและการให้บริการแก่เกษตรกรสมาชิกตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ต่อไป นายสไกรกล่าว

อ่านต่อ