<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความทั่วไป - สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</title>
	<atom:link href="https://frdfund.org/th/category/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%9b/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://frdfund.org/th</link>
	<description>ช่วยเหลือและพัฒนาเกษตกรคืองานของเรา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 03 Oct 2019 06:28:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://frdfund.org/th/wp-content/uploads/2020/07/cropped-LOGOFRDFUND2019-1-e1594783305414-32x32.png</url>
	<title>บทความทั่วไป - สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</title>
	<link>https://frdfund.org/th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">168201712</site>	<item>
		<title>บันไดขั้นที่ ๑-๔ คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน</title>
		<link>https://frdfund.org/th/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91-%e0%b9%94-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Oct 2019 06:28:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://frdfund.numplus.com/th/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91-%e0%b9%94-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9/</guid>

					<description><![CDATA[<p>rn rn ขั้นที่ ๑ พอกิน พื้นฐานที่สุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจัย ๔ และประการสำคัญที่สุดของปัจจัย ๔ คือ อาหาร ขั้นที่ ๑ ของแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือ ตอบคำถามให้ได้ว่า “ทำอย่างไรจึงจะพอกิน” โดยให้ความสำคัญกับ&#160;ข้าวปลาอาหาร&#160;ไม่ให้ความสำคัญกับเงิน&#160;ซึ่งเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง” ในการแลกเปลี่ยนตามมาตรฐานสากล โดยยึดหลักว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง” เกษตรกรต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้โดยไม่ใช้เงิน มีอาหารพอมี พอกิน ด้วยการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ให้พอกิน ชาวนาต้องเก็บข้าวไว้ให้เพียงพอสำหรับการมีกินทั้งปี ไม่ขายข้าวเปลือกเพื่อนำเงินไปซื้อข้าวสาร นอกจากนั้น หัวใจสำคัญของ “พอกิน” ยังมีความหมายรวมไปถึงความปลอดภัยในอาหาร กินอย่างไรให้มีสุขภาพดี&#160;ไม่สะสมเอาความเจ็บไข้ได้ป่วยไว้ในร่างกาย นี่คือความหมายของบันไดขั้นที่ ๑ ที่เกษตรกรต้องก้าวข้ามให้ได้ ขั้นที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น บันไดขั้นที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เกิดขึ้นได้พร้อมกัน ด้วยคำตอบเดียวคือ “ปลูกป่า ๓ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91-%e0%b9%94-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9/">บันไดขั้นที่ ๑-๔ คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div style="border-style: none none solid; border-bottom-color: windowtext; border-bottom-width: 1pt; padding: 0cm 0cm 1pt;">rn</p>
<p style="border: none; padding: 0cm;"><img fetchpriority="high" decoding="async" style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" alt="4-2-pr1048" height="400" width="287" src="../images/stories/PR/2-10-14/29-1-15/4-2-pr1048.jpg" /></p>
<p>rn</p>
<p style="border: none; padding: 0cm;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;">ขั้นที่ ๑ พอกิน</span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;"><br /> พื้นฐานที่สุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจัย ๔ และประการสำคัญที่สุดของปัจจัย ๔ คือ อาหาร ขั้นที่ ๑<span style="background: #fafafa;"> </span>ของแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือ ตอบคำถามให้ได้ว่า “ทำอย่างไรจึงจะพอกิน” โดยให้ความสำคัญกับ&nbsp;ข้าวปลาอาหาร&nbsp;ไม่ให้ความสำคัญกับเงิน&nbsp;ซึ่งเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง” ในการแลกเปลี่ยนตามมาตรฐานสากล โดยยึดหลักว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง”<br /> เกษตรกรต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้โดยไม่ใช้เงิน มีอาหารพอมี พอกิน ด้วยการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ให้พอกิน<span style="background: #fafafa;"> </span>ชาวนาต้องเก็บข้าวไว้ให้เพียงพอสำหรับการมีกินทั้งปี ไม่ขายข้าวเปลือกเพื่อนำเงินไปซื้อข้าวสาร<br /> นอกจากนั้น หัวใจสำคัญของ “พอกิน” ยังมีความหมายรวมไปถึงความปลอดภัยในอาหาร กินอย่างไรให้มีสุขภาพดี&nbsp;ไม่สะสมเอาความเจ็บไข้ได้ป่วยไว้ในร่างกาย นี่คือความหมายของบันไดขั้นที่ ๑ ที่เกษตรกรต้องก้าวข้ามให้ได้</p>
<p> ขั้นที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น<br /> บันไดขั้นที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เกิดขึ้นได้พร้อมกัน ด้วยคำตอบเดียวคือ “ปลูกป่า ๓ อย่าง<span style="background: #fafafa;"> </span>ประโยชน์ ๔ อย่าง” ซึ่งป่า ๓ อย่างจะให้ทั้ง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สมุนไพรสำหรับรักษาโรค ทั้งโรคคน โรคพืช<span style="background: #fafafa;"> </span>โรคสัตว์ ให้ไม้สำหรับทำบ้านพักที่อยู่อาศัย และให้ความร่มเย็นกับบ้าน กับชุมชน กับโลกใบนี้ ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง และยังสามารถย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาหนี้สินซึ่งสะสมพอกพูนจากการทำ เกษตรเชิงเดี่ยว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลนนำ ภัยแล้ง ทั้งหมดล้วนแก้ไขได้จากแนวคิดป่า ๓ อย่างประโยชน์ ๔ อย่างขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ</p>
<p> บันไดขั้นที่ ๕-๙ คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า<span style="background: #fafafa;"></p>
<p> </span>ขั้นที่ ๕-๖ บุญและทาน<br /> เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมั่นว่าสังคมไทยเป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่เน้นการแลกเปลี่ยนทางการค้า แต่เน้นการทำบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็นของส่วนตัว แต่เน้นการให้ทานและสะสมโดยมอบให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมโดยวัด หรือศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเป็นศูนย์กลาง เป็นการฝึกจิตใจ ให้ละซึ่งความโลภ และกิเลสในการอยากได้ ใคร่มี ลดปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้น ตามความหมายอันลึกซึ้งของคำ “Our Loss is Our Gain” หรือ “ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี” การให้ไปคือได้มา และเชื่อมั่นในฤทธิ์ของทาน ว่าทานมีฤทธิ์จริง และจะส่งผลกลับมาเป็นเพื่อน เป็นกัลยาณมิตร เป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือกันในทุกสถานการณ์ แม้ในวันที่โลกนี้ประสบกับวิกฤตการณ์</p>
<p> ขั้นที่ ๗ เก็บรักษา<br /> ขั้นต่อไปหลังจากสามารถพึ่งตนเองได้ พอมี พอเหลือทำบุญ ทำทานแล้ว คือการรู้จักเก็บรักษา ซึ่งเป็นการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท&nbsp;และการรู้จักเก็บรักษา ยังเป็นการสร้างรากฐานของการเอาตัวรอดในเวลาเกิดวิกฤตการณ์ โดยยึดแนวทางตามวิถีชีวิตชาวนาสมัยก่อนซึ่งเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางเพื่อ ให้พอมีกินข้ามปี คัดเลือกและเก็บรักษา “ข้าวพันธุ์” ไว้สำหรับเป็นพันธุ์ข้าวในปีต่อไป ซึ่งผิดกับวิถีชาวนาในปัจจุบันที่ใช้วิธีการขายข้าวทั้งหมด แล้วนำเเงินที่ขายได้ไปซื้อพันธุ์ข้าวเพื่อปลูกในปีต่อไป ส่งผลให้เกิดการขาดความมั่นคงและเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางสาย ความประมาท เพราะหากเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ย่อมหมายถึงปัญหาหนี้สินและการขาดแคลนพันธุ์ข้าวสำหรับปลูกในปีต่อไป<br /> นอกจากเก็บพันธุ์ข้าวแล้ว ยังเน้นให้รู้จักวิธีการถนอมอาหาร&nbsp;การสะสม อาหารไว้กินในยามหน้าแล้ง ด้วยการแปรรูปอาหารหลากชนิด อาทิ ปลาร้า ปลาแห้ง มะขามเปียก พริกแห้ง หอม กระเทียม เพื่อเก็บไว้กินในอนาคต<br /> ขั้นที่ ๘ ขาย<br /> เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขายสามารถทำได้ แต่ทำภายใต้การรู้จักตนเอง รู้จักพอประมาณ และทำไปตามลำดับ โดยของที่ขาย คือ ของที่เหลือจากทุกขั้นแล้วจึงนำมาขาย เช่น ทำนาอินทรีย์ ปลูกข้าวปลอดสารเคมี ไม่ทำลายธรรมชาติ ได้ผลผลิตเก็บไว้พอกิน เก็บไว้ทำพันธุ์ ทำบุญ ทำทาน แล้วจึงนำมาขายด้วยความรู้สึกของการ “ให้” อยากที่จะให้สิ่งดีๆ ที่เราปลูกเอง เผื่อแผ่ให้กับคนอื่นๆ ได้รับสิ่งดีๆ นั้นๆ ด้วย<span style="background: #fafafa;"> </span><br /> การค้าขายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการค้าที่มองกลับด้าน “เพราะรักคุณจึงอยากให้คุณได้รับในสิ่งดีๆ” พอเพียงเพื่ออุ้มชู เผื่อแผ่ แบ่งปัน ไปด้วยกัน</p>
<p> ขั้นที่ ๙ (เครือ) ข่าย กองกำลังเกษตรโยธิน<br /> คือการสร้างกองกำลังเกษตรโยธิน หรือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศ&nbsp;เพื่อขยายผลความ สำเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติแนวคิด และวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ในชุมชน เพื่อการแก้ปัญหาวิกฤต ๔ ประการ อันได้แก่ วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ (Environmental Crisis)<span style="background: #fafafa;"> </span>วิกฤตการณ์โรคระบาดทั้งในคน สัตว์ พืช (Epidemic Crisis) วิกฤตเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง (Economic<span style="background: #fafafa;"> </span>Crisis) วิกฤตความขัดแย้งทางสังคม/สงคราม (Political/Social Crisis)</span></p>
<p>rn</p></div><p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91-%e0%b9%94-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9/">บันไดขั้นที่ ๑-๔ คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">5865</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ทิศทางสินค้าเกษตรปี 58 ข้าวยังไปได้-มัน-ยางทิศทางขาขึ้น</title>
		<link>https://frdfund.org/th/%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%b5-58-%e0%b8%82%e0%b9%89/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Oct 2019 06:27:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://frdfund.numplus.com/th/%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%b5-58-%e0%b8%82%e0%b9%89/</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; rn สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยข้อมูลล่าสุด ผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีภาคเกษตรของไทยในปี 2557 จะขยายตัวที่ 1.2% (จากปี 2556 จีดีพีภาคเกษตรมีมูลค่าที่ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 11% ของมูลค่าจีดีพีในภาพรวมประเทศ) ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% สาเหตุที่จีดีพีภาคเกษตรยังขยายตัวในปี 2557 มีแรงหนุนจากกลุ่มสินค้าพืชที่เติบโต 1.5% จากผลผลิตข้าวนาปี มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ นอกจากนี้ยังมีการขยายตัวของสินค้าปศุสัตว์ 1.9% และป่าไม้ 2.8% ส่วนสินค้าที่เป็นปัจจัยลบต่อจีดีพี คือ สินค้าประมงหดตัวลง 1.8% จากผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดน้อย จากโรคตายด่วน (อีเอ็มเอส) ยังระบาด และยังมีสาขาบริการภาคการเกษตรที่หดตัวลง 0.5% ส่วนแนวโน้มจีดีพีภาคเกษตรในปี 2558 คาดว่า จะขยายตัวได้ 2-3% มูลค่าจีดีพีจะอยู่ที่ประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท rn   [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%b5-58-%e0%b8%82%e0%b9%89/">ทิศทางสินค้าเกษตรปี 58 ข้าวยังไปได้-มัน-ยางทิศทางขาขึ้น</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <img decoding="async" alt="19-1-pr1007" src="../images/stories/PR/2-10-14/19-1-15/19-1-pr1007.jpg" height="214" width="320" /></p>
<p>rn</p>
<p><b><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;" lang="TH">สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยข้อมูลล่าสุด ผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีภาคเกษตรของไทยในปี </span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">2557 จะขยายตัวที่ 1.2% (จากปี 2556 จีดีพีภาคเกษตรมีมูลค่าที่ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 11% ของมูลค่าจีดีพีในภาพรวมประเทศ) ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% สาเหตุที่จีดีพีภาคเกษตรยังขยายตัวในปี 2557 มีแรงหนุนจากกลุ่มสินค้าพืชที่เติบโต 1.5% จากผลผลิตข้าวนาปี มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ นอกจากนี้ยังมีการขยายตัวของสินค้าปศุสัตว์ 1.9% และป่าไม้ 2.8% ส่วนสินค้าที่เป็นปัจจัยลบต่อจีดีพี คือ สินค้าประมงหดตัวลง 1.8% จากผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดน้อย จากโรคตายด่วน (อีเอ็มเอส) ยังระบาด และยังมีสาขาบริการภาคการเกษตรที่หดตัวลง 0.5% ส่วนแนวโน้มจีดีพีภาคเกษตรในปี 2558 คาดว่า จะขยายตัวได้ 2-3% มูลค่าจีดีพีจะอยู่ที่ประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท</span></b></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 0.0001pt; line-height: normal;"> </p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 0.0001pt; line-height: normal;"><b><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;" lang="TH">ข้าว &#8211; ยางปี </span></b><b><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">57 ราคาตก</span></b><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"> <span style="border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;"> </span></span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 0.0001pt; line-height: normal;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">อย่างไรก็ดีแม้ในภาพรวมจีดีพีภาคเกษตรของไทยจะ</span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">altยังขยายตัว แต่หากแยกเป็นรายสินค้าเกษตรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ครึ่งค่อนประเทศ ใน 3 รายการหลักประกอบด้วย ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง &nbsp;พบในปีที่ผ่านมาในส่วนของสินค้าข้าวในปี 2557 ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ได้ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง หลังโครงการรับจำนำข้าวเปลือกราคาสูงกว่าราคาตลาดในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ &nbsp;ชินวัตรได้สิ้นสุดลง และรัฐบาลชุดปัจจุบันเลือกแนวทางปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด แต่มีการอุดหนุนเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ และได้ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น เช่นการขอความร่วมมือผู้ประกอบการลดค่าปุ๋ย ค่ายา ค่ารถเกี่ยวข้าว ค่าเช่านา รวมถึงจ่ายชดเชยรายได้ 1 พันบาทต่อไร่ ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ หรือไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท &nbsp;การให้สินเชื่อแก่เกษตรกรเพื่อชะลอการขายข้าว การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก และมาตรการอื่นๆ เพื่อดันราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่า 8.5 พันบาทต่อตัน </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">&nbsp;</span></p>
<p>rn</p>
<p><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">นายประสิทธิ์ &nbsp;บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย คาดการณ์ผลผลิตข้าวของไทยในปี </span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">2558 ว่า แม้ราคาข้าวเปลือกจะลดลงได้ราคาไม่เท่ากับโครงการรับจำนำ และกรณีที่กรมชลประทานได้ขอความร่วมมือชาวนาในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำแม่กลองงดทำนาปรังในฤดูแล้ง(พ.ย.57 &#8211; พ.ค.58)จากปริมาณน้ำในเขื่อนมีไม่เพียงพอในการสนับสนุนทำนา แต่คาดการณ์ผลผลิตข้าวในปี 2558 จะลดลงจากปี 2557 ไม่มาก เพราะในข้อเท็จจริงแล้ว แม้</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 0.0001pt; line-height: normal;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">ทางการจะห้ามทำนาปรัง แต่ชาวนาตัวจริงก็ไม่ได้หยุด จะเห็นได้จากยังมีการทำนาในทุกพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยายังดำเนินการต่อไป เพราะหากรอถึงเดือนมิถุนายนในฤดูฝนหน้าก็คงไม่มีรายได้จับจ่ายใช้สอย</span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">&nbsp;</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 0.0001pt; line-height: normal;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">ในการทำนาจากนี้ไปอยากให้ชาวนารวมกลุ่มกันเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต เช่นเวลานี้ตนได้รวมกลุ่มชาวนาประมาณ </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">34 รายรวมพื้นที่ประมาณ 540 ไร่ที่ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในการทำนาตามหลักวิชาการ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีราคาถูกกว่าแทนปุ๋ยเคมี ซึ่งการรวมกลุ่มซื้อปุ๋ยปริมาณมาก ทำให้ได้เครดิตซื้อปุ๋ยจากทางร้านค้าในราคาไม่แพง และได้ลดราคา มีการเจรจากับโรงสีให้ราคาสูงกว่าราคาตลาดเพราะเป็นข้าวอินทรีย์ปลอดสารเคมี ล่าสุดได้เก็บเกี่ยวแล้วได้ผลผลิต 900-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ได้ราคาเฉลี่ย 1.05 หมื่นบาทต่อตัน ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ย 4.5 พันบาทต่อไร่ ทำให้ยังได้กำไร และอยู่ได้ จะได้ขยายแปลงต้นแบบนี้ไปในจังหวัดต่างๆ ต่อไป </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"></span></p>
<p>rn</p>
<p><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">สำหรับราคาข้าวเปลือกในปี </span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">2558 ในส่วนของข้าวเปลือกเจ้าที่ชาวนาขายได้เฉลี่ยคงอยู่ที่ระดับ 7-8 พันบาทต่อตัน แต่หากชาวนาหาวิธีลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตอย่างจริงจังโดยใช้ข้าวพันธุ์ดีก็สามารถอยู่ได้และมีกำไรซึ่งอาจมากกว่าในช่วงโครงการรับจำนำด้วยซ้ำ!</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 12pt 0cm 0.0001pt; line-height: normal;"><b><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;" lang="TH">ส่งออกข้าวดีต่อเนื่อง </span></b><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"></span></p>
<p>rn</p>
<p><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">ขณะที่ด้านการส่งออกข้าว นายเจริญ &nbsp;เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คาดในปี </span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">2557 ไทยจะส่งออกได้ประมาณ 10.8 ล้านตัน จะมีผลให้ไทยกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกอีกครั้ง หลังจากช่วง 2 ปี ของโครงการรับจำนำข้าว(2555-2556) ไทยได้เสียแชมป์ให้กับอินเดีย และเวียดนามจากราคาข้าวสูงกว่าคู่แข่งขันมาก ส่วนในปี 2558 คาดไทยจะส่งออกข้าวได้ในระดับใกล้เคียงกันที่ 10-11 ล้านตัน จากราคาข้าวไทยได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติและสามารถแข่งขันได้ตามกลไกตลาด</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 12pt 0cm 0.0001pt; line-height: normal;"><b><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;" lang="TH">ยางพาราขาขึ้น</span></b><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"> <span style="border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;"> </span></span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 0.0001pt; line-height: normal;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">ในส่วนสินค้ายางพารา ที่ในปี </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">2557 ราคาได้ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ 3 กิโลกรัม 100 บาท &nbsp;จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคายางในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (โตคอมและเซี่ยงไฮ้) ได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากนักเก็งกำไรมีการเทขายสัญญามากกว่าซื้อสัญญายางพารา </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"></span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 0.0001pt; line-height: normal;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย มองว่าผลผลิตยางของไทยในปี </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">2558 น่าจะลดลงจากปี 2557 จากเกษตรกรได้เงินจากกองทุนสงเคราะห์จากรัฐบาลในการโค่นต้นยางเก่าตามเป้าหมายของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง 4 แสนไร่ต่อปี จากยางราคาตกในปีที่ผ่านมา ลูกจ้างกรีดยางหันไปทำอาชีพอื่นที่รายได้ดีกว่า จากโครงการมูลภัณฑ์กันชน (Buffer Fund) ของรัฐบาลซื้อยางราคานำตลาดในตลาดกลางยางพารา เกิดการแข่งขันซื้อกับผู้ส่งออกยาง ล่าสุดมีผลให้ราคายาง (ยางแผ่นรมควันชั้น 3) ได้ทะลุเป้าหมาย 60 บาท/กิโลกรัมแล้ว </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"></span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 0.0001pt; line-height: normal;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">ในปี </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">2558 คาดราคายางทุกชนิด ทั้งในตลาดกลาง และในตลาดท้องถิ่นจะปรับตัวดีขึ้น จากในปี 2557 ถือเป็นราคาต่ำสุดแล้ว ทั้งนี้สิ่งที่ชาวสวนยางอยากได้เป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลคือขอให้เร่งจ่ายเงินชดเชยเกษตรกร 1 พันบาท/ไร่ ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ &nbsp;เพราะเวลานี้การจ่ายเงินค่อนข้างล่าช้า อย่างน้อยขอให้จ่ายได้ซัก 50% ของจำนวนผู้มีสิทธิ </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"></span></p>
<p>rn</p>
<p><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">ส่วนนายเยี่ยม &nbsp;ถาวโรฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (</span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">IRCo) คาดการณ์ราคายางพาราปี 2558 ว่ามีโอกาสฟื้นตัว จากไทย อินโดนีเซียและมาเลเซีย ผู้ผลิตรายใหญ่ได้จับมือกันจะควบคุมการขยายพื้นที่ปลูกและการส่งออกยางพาราของทั้ง 3 ประเทศ จากเศรษฐกิจโลกโดยรวมมีแนวโน้มฟื้นตัว จะมีผลความต้องการใช้ยางพาราเพื่อผลิตล้อยางรถยนต์ ถุงมือยาง และผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงคาดการณ์ราคายางในตลาดซื้อขายล่วงหน้าจะกระเตื้องขึ้น ขณะที่สต๊อกยางของประเทศผู้ผลิตสำคัญได้แก่ ไทย&nbsp; อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนามลดลง ส่วนผู้ใช้ยางรายใหญ่สุดของโลกคือจีนสต๊อกได้ลดลงจาก </span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">3.6 แสนตันเมื่อต้นปี 2557 ได้ปรับลดลงเหลือประมาณ 1.2 แสนตันเท่านั้นในเดือนธันวาคม</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 12pt 0cm 0.0001pt; line-height: normal;"><b><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;" lang="TH">มันสำปะหลังยังสดใส </span></b><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"></span></p>
<p>rn</p>
<p><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">ด้านสินค้ามันสำปะหลัง อีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจสำคัญ นางสุรีย์ &nbsp;ยอดประจง นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ให้ความเห็นว่า ในปี </span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">2557 ราคาหัวมันสดของไทยอยู่ในเกณฑ์ดี เฉลี่ยเกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 2.30 บาท คาดแนวโน้มราคามันสำปะหลังปี 2557/58 จะสดใส หลังผลการสำรวจปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังของ 4 ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ (ไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว) จะมีผลิตรวม 50.6 ล้านตัน ใช้ในประเทศรวม 14.3 ล้านตัน เหลือส่งออก 36.3 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการของตลาดโลกโดยรวมประมาณ 39.9 ล้านตัน ดังนั้นในปี 2558 จึงถือเป็นอีกหนึ่งปีทองของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง</span></p>
<p>rn</p>
<p><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">สรุปภาพรวมสินค้าเกษตรสำคัญ </span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">3 รายการในปี 2558 ในส่วนของข้าวเกษตรกรยังอยู่ได้ แม้ราคาจะยังไม่ดีนัก แต่หากมีการปรับลดต้นทุนเพิ่มผลิตก็ยังสามารถอยู่รอดได้ ส่วนยางพารา ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่มันสำปะหลัง</span></p>
<p>rn</p>
<p> </p>
<p>rn</p>
<p><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;" lang="TH">ที่มา</span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;TH SarabunPSK&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"> : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ</span></p>
<p>rn</p><p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%b5-58-%e0%b8%82%e0%b9%89/">ทิศทางสินค้าเกษตรปี 58 ข้าวยังไปได้-มัน-ยางทิศทางขาขึ้น</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">5833</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เมื่อเปิด AEC ผลกระทบธุรกิจการเกษตร ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย</title>
		<link>https://frdfund.org/th/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-aec-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Oct 2019 06:27:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://frdfund.numplus.com/th/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-aec-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเปิด AEC ผลกระทบธุรกิจการเกษตร ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย rn rn การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศต่างๆ จะทาให้ไทยขยายตลาดออกไปกว้างมากขึ้น โดยตลาดอาเซียน+6 ช่วยให้ไทยเข้าถึงตลาด 16 ประเทศ ที่มีจำนวนประชากรกว่า 3,300 ล้านคน หรือกว่าครึ่งของประชากรโลก (6,900 ล้านคน) rn เป็นที่น่าสังเกตว่าการเปิดเสรีการค้าของอาเซียน ทำให้ร้านค้าปลีกขนาดยักษ์เข้ามาทำลายร้านของชำ (โชห่วย) ต้องเลิกกิจการไปเป็นจำนวนหมื่นจำนวนแสนราย จุดมุ่งหมายส่วนหนึ่ง ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ การทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี ในสาขาวิชาชีพ 8 สาขานั้น แรงงานประเทศที่มีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษที่เหนือกว่าคนไทยก็จะได้เปรียบ สามารถเดินทางเข้ามาทางานในประเทศไทยได้อย่างเสรี คนไทยอาจจะมีโอกาสตกงาน rn อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดี การเปิด AEC อาจจะส่งผลกระทบได้ เช่น 1) ผู้ประกอบการต้องแข่งขันในตลาดเพิ่มขึ้น 2) สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานจะเข้ามาวางจาหน่ายในประเทศมากขึ้น และ 3) ขาดแคลนแรงงานฝีมือเนื่องจากแรงงานเหล่านี้เคลื่อนย้ายไปในประเทศที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า rn สินค้าที่กังวลว่าอาจจะได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร เช่น &#8211;น้ำมันปาล์มที่ไทยต้องแข่งขันกับมาเลเซีย (มาเลเซียเป็นผู้ผลิตน้ามันปาล์มอันดับหนึ่งของโลก) &#8211;เมล็ดกาแฟที่ไทยต้องแข่งขันกับเวียดนาม (เวียดนามผลิตมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากบราซิล) &#8211;มะพร้าวที่ไทยต้องแข่งขันกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-aec-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4/">เมื่อเปิด AEC ผลกระทบธุรกิจการเกษตร ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="margin-bottom: 7.5pt; vertical-align: baseline;"><b><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #353434; text-transform: uppercase; letter-spacing: 0.3pt;" lang="TH">เมื่อเปิด </span></b><b><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #353434; text-transform: uppercase; letter-spacing: 0.3pt;">AEC ผลกระทบธุรกิจการเกษตร ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย</span></b></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 7.5pt; vertical-align: baseline;"><b><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #353434; text-transform: uppercase; letter-spacing: 0.3pt;"><img decoding="async" style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" alt="12-1-pr994" height="208" width="400" src="../images/stories/PR/2-10-14/9-1-15/12-1-pr994.jpg" /></span></b></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 11.25pt; vertical-align: baseline;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;" lang="TH">การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศต่างๆ จะทาให้ไทยขยายตลาดออกไปกว้างมากขึ้น โดยตลาดอาเซียน+</span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;">6 ช่วยให้ไทยเข้าถึงตลาด 16 ประเทศ ที่มีจำนวนประชากรกว่า 3,300 ล้านคน หรือกว่าครึ่งของประชากรโลก (6,900 ล้านคน)</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 11.25pt; vertical-align: baseline;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;" lang="TH">เป็นที่น่าสังเกตว่าการเปิดเสรีการค้าของอาเซียน ทำให้ร้านค้าปลีกขนาดยักษ์เข้ามาทำลายร้านของชำ (โชห่วย) ต้องเลิกกิจการไปเป็นจำนวนหมื่นจำนวนแสนราย จุดมุ่งหมายส่วนหนึ่ง ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ การทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี ในสาขาวิชาชีพ </span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;">8 สาขานั้น แรงงานประเทศที่มีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษที่เหนือกว่าคนไทยก็จะได้เปรียบ สามารถเดินทางเข้ามาทางานในประเทศไทยได้อย่างเสรี คนไทยอาจจะมีโอกาสตกงาน</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 0.0001pt; vertical-align: baseline;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;" lang="TH">อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดี การเปิด </span></span><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; border: 1pt none windowtext; padding: 0cm;">AEC อาจจะส่งผลกระทบได้ เช่น</span></span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;"><br /> 1) ผู้ประกอบการต้องแข่งขันในตลาดเพิ่มขึ้น<br /> 2) สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานจะเข้ามาวางจาหน่ายในประเทศมากขึ้น และ<br /> 3) ขาดแคลนแรงงานฝีมือเนื่องจากแรงงานเหล่านี้เคลื่อนย้ายไปในประเทศที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 11.25pt; vertical-align: baseline;"><b><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;" lang="TH">สินค้าที่กังวลว่าอาจจะได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร เช่น</span></b><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;"><br /> &#8211;<b>น้ำมันปาล์ม</b>ที่ไทยต้องแข่งขันกับมาเลเซีย (มาเลเซียเป็นผู้ผลิตน้ามันปาล์มอันดับหนึ่งของโลก)<br /> &#8211;<b>เมล็ดกาแฟ</b>ที่ไทยต้องแข่งขันกับเวียดนาม (เวียดนามผลิตมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากบราซิล)<br /> &#8211;<b>มะพร้าว</b>ที่ไทยต้องแข่งขันกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ (อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตมะพร้าวอันดับหนึ่งของโลก รองมาคือ ฟิลิปปินส์) และ<br /> –&nbsp;<b>ชา</b>ที่ไทยต้องเตรียมแข่งขันกับอินโดนีเซีย(อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตอันดับสี่ของโลก รองจากอินเดีย จีนและศรีลังกา ตามลำดับ)<br /> ส่วนการเปิดเสรีการค้าบริการ ซึ่งธุรกิจบริการไทยมีความเข้มแข็ง เช่นการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ ผู้ประกอบการไทยสามารถรุกออกไปให้บริการในตลาดอาเซียนและขยายการให้บริการภายในประเทศแต่ธุรกิจบริการที่ไทยน่าจะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาให้บริการของผู้ให้บริการอาเซียนและต้องแข่งขันสูงในอาเซียน ได้แก่ โลจิสติกส์และสถาปนิก ซึ่งไทยต้องแข่งขันกับสิงคโปร์ที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและเทคโนโลยีสูงกว่า</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 11.25pt; vertical-align: baseline;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;" lang="TH">ในภาคเกษตรนับว่าเริ่มมีการเปิดเสรีการค้ามาแล้วตั้งแต่ปี </span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;">2553 โดยให้สินค้าเกษตรของ 6 ประเทศในอาเซียนมีภาษีเป็น 0% ฉะนั้นยังเหลืออีก 4 ประเทศ คือเวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ที่จะปรับภาษีให้เป็น 0% ในปี 2558 ซึ่งแต่ละประเทศก็มีสินค้าเกษตรบางตัวเท่านั้นที่มีความอ่อนไหวที่จะต้องมาตกลงกัน เช่น ไทยมีกาแฟ มันฝรั่ง ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง ส่วนอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ มีเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งปัจจุบันกำหนดภาษีอยู่ที่ 20-40%</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 11.25pt; vertical-align: baseline;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;"><br /></span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin-bottom: 11.25pt; vertical-align: baseline;"><b><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;" lang="TH">ที่มา: บทคัดย่อจาก สยามรัฐ</span></b><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;">&nbsp;</span></p><p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-aec-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4/">เมื่อเปิด AEC ผลกระทบธุรกิจการเกษตร ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">5812</post-id>	</item>
		<item>
		<title>คนไทย กับ เกษตรกรรม</title>
		<link>https://frdfund.org/th/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Oct 2019 06:27:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://frdfund.numplus.com/th/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</guid>

					<description><![CDATA[<p>rn รากฐานอันมั่นคงของภูมิเศรษฐศาสตร์ไทยคือเกษตรกรรม เราจะต้องสร้างความมั่งคั่งขึ้นจากแผ่นดินและผืนน้ำอันเป็นทรัพยากรของเราเอง เราไม่อาจสร้างความมั่งคั่งขึ้นได้จากเป็นแรงงานรับจ้างประกอบสินค้าอุตสาหกรรมของทุนต่างชาติแล้วส่งออกในนามสินค้าไทยในทรรศนะของเรา เรามิได้ปฏิเสธอุตสาหกรรม เพียงแต่เรามองว่า รากฐานที่แข็งแกร่งของเราคือภาคเกษตรกรรม เราควรพัฒนาภาคเกษตรกรรม ทำให้ไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร ผลิตสินค้าเกษตรแหล่งสำคัญของโลก ทั้งนี้ต้องสร้างอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของเรา&#160; rn   rn เราต้องพัฒนาอุตสาหกกรมให้ใหญ่โต แต่อุตสาหกรรมนั้นต้องต่อยอดจากผลผลิตของเราเอง ไม่ใช่อุตสาหกรรมรับจ้างประกอบชิ้นส่วนอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ชาวไทยควรเห็นความสำคัญของภาคเกษตรกรรม แล้วช่วยกันผลักดันให้รัฐไทยหันกลับมาเดินเส้นทางที่ถูก นั่นคือเน้นพัฒนาเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมต่อยอดจากภาคเกษตรอุตสาหกรรมต่อยอดภาคเกษตรนั้น อย่ามองคับแคบว่ามีแต่เพียงเรื่องเกี่ยวกับอาหาร ความจริงมันมีเกี่ยวพันกับทุก ๆ ด้าน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐต้องถือเป็นภารกิจที่จะต้อง ปฏิรูปสังคม&#160; rn   rn เพราะปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องออกมามาชุมนุมกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งมักลุกลามถึงขั้นปิดถนนกันนั้น คือความล้มเหลวของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมการชุมนุมของเกษตรกรเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเมื่อราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ จนเกือบจะกลายเป็นงานประจำปีของเกษตรกร เมื่อเกษตรกรเดือดร้อน รัฐบาลก็ช่วยอุ้มช่วยสงเคราะห์ หามาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ นานา แต่ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นเสมอ ย้อนดูแล้วสินค้าพืชผลเกือบทุกชนิดเคยเกิดปัญหาราคาตกต่ำ&#160; rn   rn พืชผลที่รัฐต้องช่วยเหลือเรื่องราคาทุกปีคือข้าว เงินที่ใช้ช่วยเหลือชาวนาในส่วนแก้ปัญหาเรื่องราคานั้น ในระยะห้าสิบปีผ่านมานี้ รวมกันแล้วมากมายนัก แต่โดยภาพรวมแล้วชาวนากลับยากจนลงพืชผลที่สำคัญอื่น ๆ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">คนไทย กับ เกษตรกรรม</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><img loading="lazy" decoding="async" src="../images/stories/PR/2-10-14/9-1-15/12-1-pr993.jpg" width="400" height="267" alt="12-1-pr993" style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" /></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><strong><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: blue;" lang="TH">รากฐานอันมั่นคงของภูมิเศรษฐศาสตร์ไทยคือเกษตรกรรม เราจะต้องสร้างความมั่งคั่งขึ้นจากแผ่นดินและผืนน้ำอันเป็นทรัพยากรของเราเอง เราไม่อาจสร้างความมั่งคั่งขึ้นได้จากเป็นแรงงานรับจ้างประกอบสินค้าอุตสาหกรรมของทุนต่างชาติแล้วส่งออกในนามสินค้าไทยในทรรศนะของเรา เรามิได้ปฏิเสธอุตสาหกรรม เพียงแต่เรามองว่า รากฐานที่แข็งแกร่งของเราคือภาคเกษตรกรรม เราควรพัฒนาภาคเกษตรกรรม ทำให้ไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร ผลิตสินค้าเกษตรแหล่งสำคัญของโลก ทั้งนี้ต้องสร้างอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของเรา</span></strong><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #222222;">&nbsp;</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"> </p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;" lang="TH">เราต้องพัฒนาอุตสาหกกรมให้ใหญ่โต แต่อุตสาหกรรมนั้นต้องต่อยอดจากผลผลิตของเราเอง ไม่ใช่อุตสาหกรรมรับจ้างประกอบชิ้นส่วนอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ชาวไทยควรเห็นความสำคัญของภาคเกษตรกรรม แล้วช่วยกันผลักดันให้รัฐไทยหันกลับมาเดินเส้นทางที่ถูก นั่นคือเน้นพัฒนาเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมต่อยอดจากภาคเกษตรอุตสาหกรรมต่อยอดภาคเกษตรนั้น อย่ามองคับแคบว่ามีแต่เพียงเรื่องเกี่ยวกับอาหาร ความจริงมันมีเกี่ยวพันกับทุก ๆ ด้าน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐต้องถือเป็นภารกิจที่จะต้อง ปฏิรูปสังคม</span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #222222;">&nbsp;</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"> </p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;">เพราะปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องออกมามาชุมนุมกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งมักลุกลามถึงขั้นปิดถนนกันนั้น คือความล้มเหลวของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมการชุมนุมของเกษตรกรเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเมื่อราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ จนเกือบจะกลายเป็นงานประจำปีของเกษตรกร เมื่อเกษตรกรเดือดร้อน รัฐบาลก็ช่วยอุ้มช่วยสงเคราะห์ หามาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ นานา แต่ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นเสมอ ย้อนดูแล้วสินค้าพืชผลเกือบทุกชนิดเคยเกิดปัญหาราคาตกต่ำ</span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #222222;">&nbsp;</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"> </p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;">พืชผลที่รัฐต้องช่วยเหลือเรื่องราคาทุกปีคือข้าว เงินที่ใช้ช่วยเหลือชาวนาในส่วนแก้ปัญหาเรื่องราคานั้น ในระยะห้าสิบปีผ่านมานี้ รวมกันแล้วมากมายนัก แต่โดยภาพรวมแล้วชาวนากลับยากจนลงพืชผลที่สำคัญอื่น ๆ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ลำไย ฯ รัฐก็เคยต้องใช้เงินจำนวนมากช่วยเหลือเรื่องราคาตกต่ำอยู่เสมอเรื่องที่เราอยากให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยทบทวนอย่างจริงจังคือ เกษตรกรต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง</span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #222222;">&nbsp;</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"> </p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;">สังคมไทยใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของทุนสากล ราคาพืชผลการเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาดโลก รัฐบาลไทยรวมถึงรัฐบาลของทุกประเทศไม่มีอำนาจอิทธิพลพอที่จะเป็นผู้กำหนดราคาผู้ที่มีอำนาจจริงในตลาดโลกคือ ทุน ของเอกชน ซึ่งก็แน่นอนว่าย่อมต้องการ กำไรสูงสุด ซื้อสินค้าจากประเทกำลังพัฒนาในราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะต่ำได้ แล้วหาแหล่งขายในราคาสูงที่สุดที่จะทำได้ธรรมชาติของทุนเป็นอย่างนี้ ปัญหาความผันพวนของราคา การตกต่ำของราคาสินค้าพืชผลเกษตร จึงเกิดเป็นประจำ ใช้คำชาวบ้านก็ว่า มันเป็นปัญหาโลกแตก แก้ไขได้</span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #222222;">&nbsp;</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"> </p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;">ความต้องการของ ทุน ย่อมอยากให้เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อสนอง อุปทาน (ดีมานด์)ของทุน แต่เกษตรกรไม่ควรจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะหากเกิดปัญหาในเรื่องราคาขึ้นมาคราวใด ความเสียหายความเดือดร้อนจะหนัก เกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ควรรู้เท่าทัน ทุนนิยม และสร้างภูมิคุ้มกันตนเอง ทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสม อย่าฝากชีวิตกับพืชเชิงเดี่ยว</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;"><br /></span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #222222;"> </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><strong><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;" lang="TH">ที่มา : สยามรัฐ&nbsp;</span></strong></p>
<p>rn</p>
<p><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;"> </span></p><p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">คนไทย กับ เกษตรกรรม</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">5815</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เปิด AEC ภาคการเกษตรไทยได้หรือเสีย</title>
		<link>https://frdfund.org/th/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-aec-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Oct 2019 06:27:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://frdfund.numplus.com/th/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-aec-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/</guid>

					<description><![CDATA[<p>rn   rn ปัจจุบันความตื่นตัวเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนทุกมากขึ้นในทุกภาคส่วนของ ผู้คนในขณะนี้ ว่าจะมีผลดีผลเสียต่อการประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตของตัวเอง อย่างไรบ้างหลังจากเปิด AEC แล้ว โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทย ยังประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม จะมีผลกระทบในเชิงลบ หรือทางบวก&#160;ได้รับผลประโยชน์จาก AEC มากน้อยเพียงได ต้องปรับตัวหรือเตรียมกันอย่างไร rn สำหรับประชาคมอาเซียน (Asean Economic Community : AEC) ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ&#160; ได้แก่ ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และ บรูไน มีประชากรรวมกัน ประมาณ 600 ล้านคน หรือกล่าวได้ว่าตลาดการค้าการลงทุนจะขยายเพิ่มจาก 62 ล้านคนภายในประเทศไทยเป็น 600 ล้านคน การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารจากเดิมที่ มุ่งเน้นผู้บริโภคคนไทยด้วยกัน ต่อจากนี้จะต้องให้ความสำคัญกับผู้บริโภคที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-aec-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/">เปิด AEC ภาคการเกษตรไทยได้หรือเสีย</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><img loading="lazy" decoding="async" style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" alt="12-1-pr995" height="300" width="300" src="../images/stories/PR/2-10-14/9-1-15/12-1-pr995.jpg" /></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"> </p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">ปัจจุบันความตื่นตัวเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ </span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">AEC เริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนทุกมากขึ้นในทุกภาคส่วนของ<br /> ผู้คนในขณะนี้ ว่าจะมีผลดีผลเสียต่อการประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตของตัวเอง อย่างไรบ้างหลังจากเปิด AEC แล้ว โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทย ยังประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม จะมีผลกระทบในเชิงลบ หรือทางบวก&nbsp;ได้รับผลประโยชน์จาก AEC มากน้อยเพียงได ต้องปรับตัวหรือเตรียมกันอย่างไร</p>
<p> </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">สำหรับประชาคมอาเซียน (</span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">Asean Economic Community : AEC) ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ&nbsp;<br /> ได้แก่ ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และ บรูไน มีประชากรรวมกัน ประมาณ 600 ล้านคน หรือกล่าวได้ว่าตลาดการค้าการลงทุนจะขยายเพิ่มจาก 62 ล้านคนภายในประเทศไทยเป็น 600 ล้านคน การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารจากเดิมที่ มุ่งเน้นผู้บริโภคคนไทยด้วยกัน ต่อจากนี้จะต้องให้ความสำคัญกับผู้บริโภคที่ อยู่ในอีก 9&nbsp;ประเทศเพิ่มขึ้น </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"> </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">แต่อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ก็จะมีเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตร ผู้ประกอบการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และอาหารในอีก </span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">9 ประเทศที่คิดเช่นเดียวกันกับเรา และจะเข้าสู่ตลาดและดำเนินนโยบายทางการผลิตและการตลาดแข่งขันกับเรา เช่น นโยบายทางด้านราคา ด้านต้นทุนและด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหาร เป็นต้น ดังนั้น การเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน หรือการเปิด เสรีทางการค้าจะทำให้สินค้าเกษตรและอาหารจะเคลื่อนย้ายผ่านกลไกการขนส่งได้อย่างเสรี ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเพิ่มพูนปริมาณ การค้าและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศให้เพิ่มขึ้น จากการที่สินค้าเกษตรและอาหารจะถูกส่งไปจำหน่ายยังตลาดของประเทศในกลุ่มด้วยต้นทุนที่ถูกลง เนื่องจากไม่ต้อง เสียภาษีศุลกากรที่แต่ละประเทศได้เคยกำหนดไว้ ระบบตลาดจะปรับตัวเข้าสู่สภาวะที่ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายจะดำเนินการผลิตสินค้าที่ตนเองมีความได้เปรียบในการแข่งขัน กล่าวคือผู้ผลิตที่สามารถผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าแต่ยังรักษาระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า ผู้ผลิตที่มีประสบการณ์หรือทักษะในการผลิตสูง และสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพได้ในราคาที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ จะดำเนินการผลิตสินค้าและส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศ ขณะเดียวกันผู้ผลิตรายอื่นก็จะปรับตัวหันไปผลิตสินค้าที่ ตนเองมีความถนัดกว่า จึงเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน โดยสินค้าที่ แลกเปลี่ยนกันนั้นผู้ซื้อจะมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะได้รับ สินค้าที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นและมีราคาจำหน่ายหรือมีต้นทุนต่ำกว่า</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"><br /> นอกจากนั้นทรัพยากรภายในประเทศของแต่ละประเทศ จะถูกใช้ประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ดีขึ้นกว่าการไม่เปิด<br /> เสรี เช่น สินค้าบางประเภทเราจะพบเห็นว่าเวลาเพื่อนเดินทางไปต่างประเทศ จะมีการฝากซื้อสินค้า เนื่องจากว่ามีราคาถูกกว่า การซื้อภายในประเทศ ทั้งนี้ในการกลับกันก็เป็นเช่นเดียวกัน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารนั้น เป็นการดำเนินการ ตกลงกันที่จะลดอุปสรรคทางการค้าทางด้านภาษีศุลกากรโดยการลดและเลิกไปในที่ สุด ส่วนอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี แต่ละประเทศยังสามารถที่จะกำหนดได้ เช่น เงื่อนไขมาตรการ สุขอนามัยพืชและสุขอนามัยสัตว์ที่แต่ละประเทศมีกฎ ระเบียบไว้เพื่อการปกปูองคุ้มครองผู้บริโภคมิให้ได้รับอันตรายจากการบริโภคสินค้าและอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี สารชีวภาพ วัตถุอันตรายต่างๆ และเงื่อนไขพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่รักษาระดับความหลากหลายทาง ชีวภาพของประเทศ ทั้งสินค้าที่จะนำเข้ามาหรือจะนำออกไป </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"> </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">ดังนั้นในการเปิดเสรีทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารนั้น เกษตรกรในทุกระดับจะต้องปรับตัวโดยการติดตามข้อมูลทาง การตลาด พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภค ข้อมูลการผลิตของเกษตรกรในต่างประเทศ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาบริหารจัดการต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การสร้างความแตกต่างในสินค้า ที่สำคัญการปรับตัวเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานกระบวนการผลิตและมาตรฐานสินค้า และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ</span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"><br /> ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันได้ว่าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งผลิตด้วยกระบวนการที่ปนเปื้อนสารเคมี วัตถุอันตรายและมี&nbsp;<br /> ราคาถูก จะไม่สามารถเข้ามาจำหน่ายได้ภายในประเทศไทยและกลายเป็นคู่แข่งขันหรือทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทศ&nbsp;นอกจากนั้น การเสริมสร้างขีดความสามารถของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรให้สามารถเข้าสู่ ตลาดอาเซียน จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนบทบาทของเกษตรกรรายย่อยให้มีพื้นที่ทางการตลาดในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น<br /> นอกจากการเปิดเสรีทางด้านการค้าและประชาคมอาเซียนยังเปิดให้มีการลงทุนอย่างเสรี จะส่งผลให้นักลงทุนสามารถ<br /> เคลื่อนย้ายการเงินทุนหรือการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตสินค้า กล่าวคือ นักลงทุนไทยสามารถไปลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น การไปลงทุนทาธุรกิจรวบรวมสินค้าเกษตรและแปรรูปแล้วส่งออกไปจำหน่าย (โรงสีข้าว โรงงานมันสำปะหลัง) หรือการ ลงทุนทางการเกษตรกรรมผลิตสินค้าเกษตรขั้นต้น แล้วส่งออกผลผลิตมาแปรรูปขั้นกลาง ขั้นสูงในประเทศไทย เป็นต้น </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"> </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็จะมีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรขั้นกลางและขั้นสูง หรือ การลงทุนผลิตปัจจัยการผลิตทางด้านการเกษตร เช่น เครื่องมือเครื่องจักรทาง การเกษตร เทคโนโลยีทางด้านการเกษตร เป็นต้น ระบบเศรษฐกิจในลักษณะนี้ จะส่งผลให้เกิดการแข่งขัน ในตลาดปัจจัยการผลิต เกษตรกรจะมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ในการเลือกซื้อ ปัจจัยการผลิตที่มีมาตรฐานคุณภาพและราคาที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ ขนาดการผลิตสินค้าเกษตรขั้นต้นจะปรับตัวให้เหมาะสมกับศักยภาพของเกษตรกรแต่ละครัวเรือน นั้นหมายถึงเกษตรกรไทยจะมุ่งผลิตสินค้าเกษตรที่เน้นคุณภาพ มากกว่าเน้นปริมาณ ที่ซึ่งเกษตรกรไทยมีความแตกต่างจากการใช้ฝีมือการผลิตที่เป็นจุดแข่ง รายได้สุทธิจากการผลิตจะปรับตัวเปลี่ยนผ่านเพิ่มขึ้นเมื่อตลาดเข้าสู่สมดุล ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรจะลดลงเนื่องจากเกษตรกรปรับตัว จากระบบการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นเน้นปริมาณ ไปสู่ระบบการผลิตที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้มข้นและเน้นคุณภาพสินค้า</span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"></p>
<p> </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในเรื่องการเปิดเสรีการลงทุนนั้น จะต้องมีกฎระเบียบในการกำกับดูแลและสร้างบรรยากาศการ</span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"><br /> ลงทุนที่ โปร่งใส เพื่อให้โอกาสแก่นักลงทุนที่ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่เปิดโอกาสให้นักลงทุนที่ ต้องการเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรของประเทศหรือมาลงทุนในกิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมของไทย และที่สำคัญจะต้องสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่นักลงทุนนำเข้ามา มิฉะนั้นประเทศไทยจะเสียโอกาสและไม่ได้ประโยชน์การเปิดเสรีทางด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน เมื่อระบบเศรษฐกิจอาเซียนมีการปรับตัวเข้าสู่สมดุลรอบใหม่แล้ว และจากการที่ปริมาณการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของแต่ละประเทศขยายตัว จะส่งผลให้เกิดความต้องการแรงงานทางด้านเกษตร&nbsp;รวมทั้งแรงงานฝีมือด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้น ตลาดแรงงานที่ มีทักษะฝีมือจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นในแต่ละประเทศ ค่าจ้างแรงงานภายในกลุ่มอาเซียนจะปรับตัวเข้ามาใกล้เคียงกันตามสภาพแวดล้อมการทำงานหรือมีความแตกต่างกันน้อยลง โอกาสที่แรงงานภาคเกษตรที่เป็นชาวต่างประเทศที่เคยมีอยู่ภายในประเทศจะเคลื่อนย้ายกลับสู่ประเทศเดิมจึงมีสูง ทั้งนี้รวมถึงแรงงานฝีมือของไทยก็อาจถูกจ้างในราคาที่สูงกว่าเพื่อไปทำงานในระดับการควบคุมกระบวนงานการผลิตด้านการเกษตร </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"> </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">ในประเด็นนี้จึงเป็นทั้งโอกาสและผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทย ซึ่งผลกระทบจะมาก่อนโอกาส นั้นหมายถึง จะกดดันเร่งเร้าให้เกษตรกรต้องปรับตัว ต้องขยันเรียนรู้และก้าวทันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาเรียนรู้ในทุกๆ ด้านเพื่อวิเคราะห์หาทางเลือกที่จะอยู่ร่วมและอยู่ รอด โดยการปรับลดขนาดการผลิตให้เหมาะสม กล่าวคือ เหมาะสมกับแรงงานภายในครัวเรือน และหันไปใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาทดแทนแรงงาน และหรือปรับระบบการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความแตกต่าง และเมื่อก้าวข้ามผลกระทบไปได้โอกาสทางการตลาดที่ดีกว่าจะเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตามการเพิ่มขีดความสามารถ หรือการเพิ่มสมรรถนะของแรงงานภาคการเกษตรมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบันเกษตรบางส่วนเป็นเพียงผู้จัดการแปลงผู้จัดการนา จ้างแรงงานที่มีทักษะบ้าง ไม่ มีทักษะบ้างเข้ามาทำงานในแต่ละขั้นตอนการผลิต ซึ่งผู้จัดการก็ขาดความรู้ความเข้าใจในการควบคุมกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ </span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"></p>
<p> </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">โดยสรุปการเปิดเสรีสินค้าเกษตรในกรอบของ </span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">AEC สำหรับประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์จากภาษีที่ ลดลง มีตลาดที่<br /> กว้างขึ้น สินค้าวัตถุดิบที่เป็นปัจจัยการผลิตนำเข้าราคาถูก ทำให้ลดต้นทุนการผลิตเพื่อการส่งออกเสริมสร้างโอกาสในการลงทุนขยายกิจการ ย้ายฐานการผลิต เกิดการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ในสินค้าและบริการ มีการพัฒนาและเพิ่มคุณภาพบุคลากรแรงงาน ลดช่องว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพิ่มอำนาจการซื้อ มากขึ้นในส่วนของผลกระทบ จะมีผลต่อเกษตรกรของไทยบางส่วนอาจทำให้ราคาสินค้าตกต่ำได้ เมื่อมีการนำเข้าสินค้าราคาถูกจาก อาเซียน 9 ประเทศ อุตสาหกรรมเกษตรที่ มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำอาจแข่งขันไม่ได้ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีจะถูกนำมาใช้มากขึ้น นักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการ ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น แรงงานฝีมือของไทยอาจเคลื่อนย้ายออกไปตลาดต่างประเทศที่ มีค่าตอบแทนสูงกว่า ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ทางผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมการหามาตรการมารองรับและหาทางออกไว้พร้อมแล้ว</span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"> </p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"><br /></span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"> </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;"> </span></p>
<p>rn</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; line-height: 16.55pt; background-image: initial; background-attachment: initial; background-position: initial; background-repeat: initial;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">แหล่งที่มา </span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif; color: #141823;">: หนังสือพิมพ์แนวหน้า</span></strong></p>
<p>rn</p>
<p><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: 'TH SarabunPSK', sans-serif;"> </span></p><p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-aec-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/">เปิด AEC ภาคการเกษตรไทยได้หรือเสีย</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">5824</post-id>	</item>
		<item>
		<title>การปฏิรูประบบเกษตรกรรม เพื่อความเป็นธรรมและความมั่นคงทางอาหาร</title>
		<link>https://frdfund.org/th/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Oct 2019 06:24:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://frdfund.numplus.com/th/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</guid>

					<description><![CDATA[<p>rn การปฏิรูประบบเกษตรกรรม เพื่อความเป็นธรรมและความมั่นคงทางอาหาร&#160; rn rn rn rn สถานการณ์ของปัญหา&#160; rn rn   rn &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; ๑. เกษตรกรรมเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเป็นฐานรองรับระบบเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ประชากรภาคเกษตรจะลดลงอย่างต่อเนื่องจากจำนวน ๓๕.๙๖ ล้านคนในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๘ ลดลงเหลือ ๒๔.๔๘ ล้านคน ในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๑๐ มีอัตราลดลงเฉลี่ยร้อยละ ๔.๖๘ ในช่วงปี ๒๕๔๔-๒๕๕๓ สำหรับแรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลงเช่น เดียวกัน จำนวน ๑๙.๓๒ ล้านคนในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๘ ลดลงเหลือ ๑๗.๔๑ ล้านคนในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๑๐ มีอัตราลดลงเฉลี่ยร้อยละ ๑.๐๙ ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๕๓&#160; ภาคเกษตรกรรมจึงเป็นภาคที่มีความสำคัญสูงต่อสังคมไทยต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ปัญหาความมั่นคงทางอาหารได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญอย่างถาวรของประชาคมโลก นับตั้งแต่เกิดวิกฤตอาหารระดับโลกเมื่อปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">การปฏิรูประบบเกษตรกรรม เพื่อความเป็นธรรมและความมั่นคงทางอาหาร</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div style="border: 1pt solid windowtext; padding: 1pt 4pt;">rn</p>
<p style="border: none; padding: 0cm; text-align: center;" align="center"><span style="font-size: 18pt; color: #008000;"><b><span style="line-height: 115%;" lang="TH">การปฏิรูประบบเกษตรกรรม เพื่อความเป็นธรรมและความมั่นคงทางอาหาร</span></b></span><b><span style="font-size: 18pt; line-height: 115%;">&nbsp;</span></b></p>
<p>rn</p></div>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify;"><b><span style="font-size: 1pt; line-height: 115%;"> </span></b></p>
<p>rn</p>
<div style="border: 1pt solid windowtext; padding: 1pt 4pt;">rn</p>
<p style="text-align: center; border: none; padding: 0cm;" align="center"><span style="font-size: 14pt; color: #800000;"><b><span style="line-height: 115%;" lang="TH">สถานการณ์ของปัญหา</span></b></span><b><span style="font-size: 18pt; line-height: 115%;">&nbsp;</span></b></p>
<p>rn</p></div>
<p>rn</p>
<p style="text-align: center;"> </p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๑. เกษตรกรรมเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเป็นฐานรองรับระบบเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ประชากรภาคเกษตรจะลดลงอย่างต่อเนื่องจากจำนวน ๓๕.๙๖ ล้านคนในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๘ ลดลงเหลือ ๒๔.๔๘ ล้านคน ในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๑๐ มีอัตราลดลงเฉลี่ยร้อยละ ๔.๖๘ ในช่วงปี ๒๕๔๔-๒๕๕๓ สำหรับแรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลงเช่น เดียวกัน จำนวน ๑๙.๓๒ ล้านคนในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๘ ลดลงเหลือ ๑๗.๔๑ ล้านคนในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๑๐ มีอัตราลดลงเฉลี่ยร้อยละ ๑.๐๙ ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๕๓&nbsp; ภาคเกษตรกรรมจึงเป็นภาคที่มีความสำคัญสูงต่อสังคมไทยต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ปัญหาความมั่นคงทางอาหารได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญอย่างถาวรของประชาคมโลก นับตั้งแต่เกิดวิกฤตอาหารระดับโลกเมื่อปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมา</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">๒.ความเหลื่อมล้ำในภาคการเกษตร ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในฐานะที่สามารถพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ลำดับต้นของโลกโดยสามารถส่งออกสินค้าได้สูงมากกว่าหนึ่งล้านล้านบาท และบริษัทเอกชนด้านเกษตรอาหารของไทยเติบโตกลายเป็น ๑ ใน ๕ ของบรรษัทอาหารชั้นนำของโลก แต่เกษตรกรในประเทศกลับประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิต กล่าวคือตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เป็นต้นมามีจำนวนเกษตรกรที่มีหนี้สินถึง ๖.๓ ล้านคน รวมหนี้สินกว่า ๘ แสนล้านบาท&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">เกษตรกรจำนวนมากต้องสูญเสียที่ดินทำกินจากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่าสัดส่วนเกษตรกร ๕๙.๗๓% ของเกษตรกรทั้งหมดต้องเช่าที่ดินทำกิน ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์อำนวยการต่อสู้เอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) ในปี ๒๕๔๗ ที่รายงานว่า มีผู้ไม่มีที่ดินทำกิน จำนวน ๘๘๙,๐๒๒ ราย มีที่ดินทำกิน แต่ไม่เพียงพอ จำนวน ๕๑๗,๒๖๓ ราย มีที่ดินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ ๘๑๑,๒๗๙ ราย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปฏิรูปที่ดินที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากต้องแก้ปัญหาสิทธิและการถือครอง รวมถึงการพัฒนาอาชีพ รายได้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี กล่าวได้ว่ายังไม่สามารถทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินได้</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">๓. การขยายตัวของการผลิตแบบเชิงเดี่ยว และการถูกเอารัดเอาเปรียบ ในระบบเกษตรพันธสัญญา ความล้มเหลวของเกษตรกรรายย่อย ผลักดันให้เกษตรกรที่มีวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพที่เป็นอิสระกลาย เป็นเกษตรกรและแรงงานในระบบเกษตรพันธสัญญา ภายใต้การควบคุมของบรรษัทเกษตรและอาหารขนาดใหญ่ ถึงแม้จำนวนเกษตรกรในระบบพันธสัญญา จากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๕๒ จะมีประ มาณ ๑๖๐,๐๐๐ ราย แต่การผลิตในระบบนี้กลับกลายเป็นภาคส่วนที่มีการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารสูงกว่าการผลิตของเกษตรรายย่อย โดยเฉพาะในการเลี้ยงไก่ สุกร การผลิตเมล็ดพันธุ์พืช และการผลิตพืชไร่ เช่น อ้อย เป็นต้น แม้ภาครัฐและบริษัท เกษตรและอาหารชี้ชวนให้เห็นว่าการผลิตเชิงเดี่ยวในระบบนี้มีประสิทธิภาพและสามารถแก้ปัญหาต่างๆในภาคการเกษตรได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีเกษตรกรจำนวนมากขาดอำนาจต่อ รอง ถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกลไกต่างๆ ทั้งยังสร้างปัญหาต่อการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">๔.ปัญหาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและผู้บริโภคในสังคมไทยในขณะที่เป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารสำคัญ ของโลก แต่ประชาชนของประเทศจำนวนมากยังขาดความมั่นคงทางอาหาร จากข้อมูลของ FAO ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๗-๒๕๔๙ พบว่ามีจำนวน ๑๐.๗ ล้านคน หรือร้อยละ ๑๗ ของประชากรทั้งหมดของประเทศ เช่นเดียวกับสถิติการเจริญเติบโตของเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ที่พบว่ายังมีเด็กไทยที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์อยู่ถึงร้อยละ ๗ ซึ่งเป็นสถิติที่สูงกว่าหลายประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจระดับกลางในลาตินอเมริกา เช่น บราซิล เม็กซิโก สาธารณรัฐโดมินิกัน โคลอมเบีย ฯลฯ แม้ว่าสถิติดังกล่าวจะต่ำกว่าเพื่อนบ้านในเอเชียอาคเนย์หลายประเทศ (ยกเว้น สิงคโปร์ และมาเลเซีย) ก็ตาม คุณภาพชีวิตของเกษตรกรมีแนวโน้มตกต่ำลงเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อปี ๒๕๔๑ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีเกษตรกรที่ผลการตรวจเลือดอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการเกิดพิษ คิดเป็นร้อยละ ๒๑ ของเกษตรกรทั้งหมด และเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว เป็นร้อยละ ๓๙ ในปีพ.ศ. ๒๕๕๐</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">๕. ภัยพิบัติกับผลกระทบต่อภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแบบสุดขั้ว ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นปรากฏเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นทุกที ตัวอย่างเช่น ความเสียหายอันเนื่องมาจากปัญหาน้ำท่วมซึ่งเกิดขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้น การจัดการปัญหาน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพและไม่เป็นธรรมในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่การเกษตรเสียหายถึง ๑๒.๖ ล้านไร่ รวมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น ๑,๖๖๘,๘๑๗ คน ผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศยังส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และการระบาดของแมลงศัตรูพืช เช่น ยังเกิดโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดรุนแรงขึ้น เช่น การระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูในมันสำปะหลัง ประมาณ ๑.๐ ล้านไร่ ในปี ๒๕๕๒ รวมถึงการระบาดของโรคพืชบางประเภทที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่เพิ่มระดับความรุนแรงยิ่งขึ้น อาทิ การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว โรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิกในนาข้าวภาคกลาง ประมาณ ๒.๔ ล้านไร่ ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพการผลิตของภาคเกษตร เป็นต้น</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"> </p>
<p>rn</p>
<div style="border: 1pt solid windowtext; padding: 1pt 4pt;">rn</p>
<p style="text-align: center; border: none; padding: 0cm;" align="center"><span style="font-size: 14pt; color: #800000;"><b><span style="line-height: 115%;" lang="TH">บทวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา</span></b></span><b><span style="font-size: 18pt; line-height: 115%;">&nbsp;</span></b></p>
<p>rn</p></div>
<p>rn<br />rn</p>
<p><strong>๑. เกษตรกรรมเชิงเดี่ยวและเกษตรกรรมที่ไม่ยั่งยืน</strong></p>
<p>rn</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑.๑ แบบแผนการผลิตเชิงเดี่ยวที่เน้นการเพิ่มผลผลิตโดยการใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ปรับปรุงพันธุ์เพื่อตอบสนองต่อการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาอาหารสัตว์ ปุ๋ย และสารเคมีการเกษตรในสัดส่วนที่สูงมาก โดยในการผลิตพืชทั่วไปมีต้น ทุนการผลิตที่เป็นปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรคิดเป็นร้อยละ ๓๕ ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ในการปลูกพืชพันธุ์ลูกผสม เฉพาะต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ ๓๕ ของต้นทุนการผลิต ในขณะที่การผลิตไก่แบบอุตสาหกรรมนั้น ต้นทุนการผลิตที่เป็นพันธุ์ไก่และอาหารสัตว์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ ๙๐ ของต้นทุนทั้ง หมด  โดยที่ปัจจัยการผลิตดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในมือของบรรษัทเกษตรและอาหารไม่กี่ราย การพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูงแต่กลับได้ผลผลิตที่เมื่อขายแล้วไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกษตรกรต้องมีปัญหาหนี้สิน และต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการของปัญหาจนกลายเป็นปัญหาหมักหมม ของเกษตรกรรมไทย</p>
<p>rn</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑.๒ การที่เกษตรกรรมสมัยใหม่พึ่งพาพลังงานและผลิตภัณฑ์ฟอสซิลประมาณ ๕๐-๑๐๐ เท่าของการเกษตรแบบดั้งเดิม ทำให้ปัญหาความคุ้มทุนของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ภายในหนึ่งทศวรรษเนื่องจากข้อจำกัดของแหล่งสำรองของเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวด ล้อมและสุขภาพที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีการเกษตร ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตร กรรมไทยในปัจจุบัน</p>
<p>rn</p>
<p><strong>๒. การผูกขาดในระบบการเกษตรและการกระจายอาหาร</strong></p>
<p>rn</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒.๑ บริษัทยักษ์ใหญ่การเกษตรและบริษัทข้ามชาติสามารถผูกขาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและพืชไร่หลายชนิดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดภายในระยะเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ โดยหน่วยงานของรัฐซึ่งเคยมีบทบาทในการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจัดจำหน่ายให้กับเกษตรกรในอดีต เปลี่ยนมาทำหน้าที่ในการสนับสนุนกิจการของบรรษัทเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวแทน การครอบครองพันธุกรรมของธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ดังกล่าวสามารถควบคุมกระบวนการผลิตทางการเกษตรไว้ได้เกือบทั้งหมด เกษตรกรขาดทางเลือกในการผลิตและการตลาดและค่อยๆเปลี่ยนสถานะมาเป็นแรงงานรับจ้างในผืนดินของบรรพบุรุษในทางปฏิบัติ</p>
<p>rn</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒.๒ บริษัทขนาดใหญ่ยังมีแนวโน้มเข้ามาครอบครองและผูกขาดกลไก การกระจายอาหารมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ตัวอย่างเช่น การขยายตัวของกิจการไฮเปอร์มาร์เก็ต ฟู้ดสโตร์ คอนวีเนี่ยนสโตร์ ที่เข้ามาแทนที่ตลาดสด ตลาดนัด แผงเนื้อสัตว์ และร้านขายของชำขนาดเล็กอย่างรวดเร็ว โดยในกรณีประเทศไทยนั้นกิจการโมเดิร์นเทรดเหล่านี้มีมูลค่าทางตลาดสูงถึง ๕.๔๕ แสนล้านบาท ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม  ที่มีมูลค่าทางตลาดลดลงเหลือเพียง ๒.๒ แสนล้านบาทเท่านั้นเมื่อปี ๒๕๕๐  แต่สิสิ่งที่ควรตระหนักมากขึ้นก็คือสัดส่วนของสินค้าในห้างขนาดใหญ่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทอาหารสูงถึงร้อยละ ๗๕ และกิจการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ผูกขาดอยู่ในมือของบริษัทข้ามชาติ</p>
<p>rn</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒.๓ การรวมศูนย์การกระจายอาหารโดยธุรกิจค้าปลีกดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงอาหาร และความมั่นคงทางอาหารของคนไทย ดังปรากฏว่าในขณะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ประชาชนในกรุงเทพมหานครและในจังหวัดภาคกลาง รวมถึงบริเวณเขตชุมชนเมืองในหลายจังหวัดของประ เทศไม่สามารถหาซื้อข้าวสาร ไข่ น้ำมันพืชและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆได้เนื่องจากศูนย์กระจายสินค้าของโมเดิร์นเทรดซึ่งรวมศูนย์อยู่เพียงไม่กี่แห่งดังกล่าวถูกน้ำท่วมจนเสียหายและไม่อาจดำเนินธุรกิจต่อไปได้</p>
<p>rn</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒.๔ การผูกขาดในระบอบธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร ถือว่าเป็นการคุกคามสิทธิทางอาหารของปัจเจกชน โดยเฉพาะความเดือดร้อนของประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเพียงพอในห้วงยามพิบัติภัย ภายใต้กฎบัตรว่าด้วยสิทธิทางอาหาร ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชน  ไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา จะต้องมีสิทธิที่จะมีอิสรภาพจากความอดอยากหิวโหย และภาวะทุพโภชนาการ เพื่อจะสามารถพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารลำดับต้นของโลก มีฐานทรัพยากร ศักยภาพขององค์กร องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ที่สามารถจะทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงสิทธิทางอาหาร หลุดพ้นจากความอดอยากหิวโหยและภาวะทุพโภชนาการได้ จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้มีการผูกขาดการผลิต และการกระจายอาหาร</p>
<p>rn</p>
<p>๓. <strong>ข้อจำกัดของการเรียนรู้ที่รวมศูนย์</strong> โดยสถาบันการศึกษากระแสหลักและระบบราชการกระบวน การเรียนรู้และการส่งเสริมการเกษตรในสถาบันการศึกษา ที่เป็นทางการและหน่วยงานส่งเสริมของรัฐมีข้อจำ กัดในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหาการเกษตร และระบบปัญหาของเกษตรกรและสังคม ไทยโดยรวม ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เมื่อมีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยให้มีพื้นที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศ หรือประมาณ ๒๕ ล้านไร่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘  แต่กลับปรากฏว่ากลไกหลักคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กลับมิได้จัดทำแผนงบ ประมาณหรือโครงการเพื่อดำเนินการดังกล่าว 								ในขณะเดียวกับที่สถาบันการศึกษาที่เป็นอยู่ ก็มิได้มีการปรับหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้เพื่อรอง บทิศทางการพัฒนาประเทศดังกล่าวแต่ประการใด เป้าหมายการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืนซึ่งเน้นที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและการคำนึงถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจึงไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้ ในช่วงแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๑ ได้มีความพยายามที่จะกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยวางเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนของประเทศให้ได้อย่างน้อยร้อยละ ๕.๐ ต่อปี รวมทั้งยกระดับให้ครอบครัวเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองทางอาหารจากไร่นาเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๕๐.๐ ในปี ๒๕๕๙ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ทั้งที่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่เป็นทางการและกระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรเองไปพร้อมๆกัน เพื่อให้เป้าหมายการพัฒนาที่กำหนดไว้สามารถบรรลุผลได้ในทางปฏิบัติ</p>
<p>rn</p>
<p>๔. <strong>นโยบายและกฎหมายที่ไม่สร้างความเป็นธรรมและไม่นำไปสู่การปรับโครงสร้างการเกษตร</strong></p>
<p>rn</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๔.๑ บริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเกษตรมีบทบาท ในการกำหนดทิศทางและนโยบายการเกษตร ของประ เทศตลอดระยะ ๒-๓ ทศวรรษที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น การเข้าไปมีบทบาทชี้นำการเจรจาการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ การเข้าไปมีบทบาทในการบริหารกระทรวง คณะกรรมการและหน่วยงานต่างๆ 		งานวิจัยไทบ้านที่ศึกษาในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ในพื้นที่เกษตรพันธะสัญญาภาคกลางพบว่าทุนธุรกิจการ เกษตรเหล่านี้มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์อยู่กับพรรคการเมืองในระดับชาติทุกพรรคการเมือง มีความใกล้ชิดกันในระดับดีมากกับข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯ ดังนั้นเกษตรกรจึงไม่สามารถที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นในด้านการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ให้เกิดความเป็นธรรมในระบบการเกษตรแบบพันธสัญญาด้านความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายและในด้านการเข้าถึงระบบการระงับข้อพิพาทการตัดสินชี้ขาดคดี เป็นต้น</p>
<p>rn</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๔.๒ นโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ที่เข้ามาบริหารประเทศนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมามีแนวโน้มให้ความสำคัญต่อนโยบายแบบประชานิยมมากขึ้น โดยในภาคการเกษตรนั้นมีการใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากเพื่อประกันราคาสินค้าการเกษตรในรูปแบบต่างๆ เช่น รับจำนำและประกันรายได้ เป็นต้น นโยบายดังกล่าวมีผลในการจูงใจต่อการลงคะแนนเสียงทางการเมืองของเกษตรกรในการเลือกตั้งระดับประเทศแต่กลับมีผลน้อยมากต่อการปรับโครงสร้างทางการเกษตรให้มีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืนมากขึ้น นโยบายการแทรกแทรงกลไกตลาดของรัฐ เช่น โครงการรับจำนำข้าว นอกจากทำลายระบบตลาดแล้วยังสร้างความไม่เป็นธรรม และจะสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยอย่างรุนแรงในภายหน้าเพราะจะถูกครอบครองโดยรายใหญ่ และจะสูญเสียวิถีชีวิตในชนบท และกลายเป็นลูกจ้าง ขณะเดียวกันจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนอีกด้วย</p>
<p>rn</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๔.๓ นอกเหนือจากสาเหตุที่ได้กล่าวแล้ว แนวโน้มของปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในอนาคตจะสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนส่วนใหญ่มากยิ่งขึ้น และโดยเหตุที่วงจรการผลิตของเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นจำนวนมากเกี่ยวข้องกับสภาพของดินฟ้าอากาศโดยตรง ทำให้เมื่อเกิดภัยพิบัติแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดหรือปัญหาความแห้งแล้ง/น้ำท่วมส่งผลให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบต้องใช้เวลานานตั้งแต่ ๕-๑๐ ปีเพื่อฟื้นฟูอาชีพและเศรษฐกิจของตนให้กลับไปอยู่ในสถานะเดิมได้ การแก้ไขและฟื้นฟูภาคเกษตรกรรมและอาหารจึงทำได้ยากขึ้น</p>
<p>rn</p>
<p> </p>
<p>rn</p>
<div style="border: 1pt solid windowtext; padding: 1pt 4pt;">rn</p>
<p align="center" style="text-align: center; border: none; padding: 0cm;"><span style="font-size: 14pt; color: #800000;"><b><span lang="TH" style="line-height: 115%;">ข้อเสนอเพื่อการพิจารณาของสมัชชาระดับชาติ</span></b></span><b><span style="font-size: 18pt; line-height: 115%;">&nbsp;</span></b></p>
<p>rn</p></div>
<p>rn</p>
<p style="text-indent: 36pt; text-align: left;">๑.&nbsp; ขับเคลื่อนให้เกษตรกรรมยั่งยืนและการผลิตที่หลากหลายเป็นทิศทางหลักของเกษตรกรรมไทยภายในหนึ่งทศวรรษ &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑.๑ เกษตรกรรมยั่งยืนและการผลิตที่หลากหลายในรูปแบบต่างๆ เช่น เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตรและเกษตรทฤษฎีใหม่ จะเป็นแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมที่เตรียมความพร้อมของประ เทศในการเผชิญหน้ากับวิกฤตอาหารและพลังงานการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอีกทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้ไปพร้อมๆกัน ดังการศึกษาโดย Pretty et al. ครอบคลุม ๕๗ ประเทศ มีพื้นที่ประมาณ ๒๓๐ ล้านไร่ (ร้อยละ ๓ ของพื้นที่เกษตรของประเทศกำลังพัฒนา ) พบว่าวิธีการดังกล่าวสามารถเพิ่มผลผลิตของเกษตรกร ๑๒.๖ ล้านครัวเรือน โดยเฉลี่ยเพิ่มผลผลิตพืชได้ร้อยละ ๗๙ ในขณะเดียวกันได้ปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการให้บริการของระบบนิเวศ ผลผลิตของอาหาร (ธัญพืชและพืชหัว) เพิ่มขึ้นประมาณ ๑.๗ ตันต่อปีต่อครัวเรือน การปฏิบัติจัดการแบบใช้ทรัพยากรเชิงอนุรักษ์ได้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะพืชอาศัยน้ำฝน และปลดปล่อยคาร์บอนโดยเฉลี่ย ๐.๓๕ ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี การศึกษาเปรียบเทียบของเดวิด พีเมนเทล มหาวิทยาลัยคอร์เนล พบว่าเกษตรอินทรีย์ใช้พลังงานเพียงร้อยละ ๖๓ ของเกษตรเคมีทั่วไปในสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการไม่ใช้ปุ๋ยไนโตรเจน สอดคล้องกับผลการศึกษาซึ่งรวบรวมงานวิจัยมากกว่า ๑๓๐ ชิ้นของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมของแคนาดาก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า เกษตรอินทรีย์ใช้พลังงานน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;  &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>rn</p>
<p style="text-indent: 36pt; text-align: left;">สำหรับประเทศไทยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้ศึกษาความสามารถจัดการหนี้ของเกษตรกรจากภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานหลังจากได้ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเป็นเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีวิธีการผลิตเป็นอินทรีย์ พบว่า ร้อยละ ๓๒ สามารถปลดหนี้ได้หลังทำเกษตรยั่งยืนเป็นเวลา ๑-๓ ปี ร้อยละ ๕๕ สามารถลดหนี้ได้ และมีแผนการออกจากหนี้ได้ภายใน ๕ ปี ส่วนร้อยละ ๑๔ ของครัวเรือนยังคงหนี้โดยไม่ก่อหนี้เพิ่ม เนื่องจากหนี้เดิมมีปริมาณสูง แต่มีทิศทางที่ชัดเจนในการจัดการหนี้ในระยะยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>rn</p>
<p style="text-indent: 36pt; text-align: left;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;๑.๒ เกษตรกรรมยั่งยืนได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ การฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายชีวภาพในธรรมชาติ ในชนบทที่ห่างไกลความหลากหลายชีวภาพจากธรรมชาติ เช่น ป่าชุมชน ลำธาร และหนองน้ำ เป็นแหล่งอาหารหรือธนาคารอาหารของชุมชนที่สำคัญ ดังนั้น กล่าวได้ว่าความหลากหลายทางชีวภาพในธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหารของชุมชนที่ด้อยโอกาสทางสังคมของชนบท มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ดังนั้นสิทธิการเข้าถึงการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรความหลากหลายชีวภาพของชุมชนท้องถิ่นควรต้องได้รับการปกป้อง</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">๒.การพัฒนาระบบตลาดและการกระจายอาหารที่หลากหลาย เป็นธรรม และสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภครูปแบบต่างๆ เช่น &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒.๑ ฟื้นฟูและส่งเสริมกลไกค้าปลีกรายย่อยเพื่อเป็นระบบคู่ขนานกับโมเดิร์นเทรด เป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายของระบบอาหาร มีมิติความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคโดยเฉพาะในภาวะวิกฤติ พัฒนาตลาดกลางระดับจังหวัดซึ่งเป็นช่องทางการกระจายสินค้าเกษตรที่สำคัญมายังผู้บริโภคในเมือง การยกระดับและเพิ่มจำนวนตลาดชุมชนและตลาดผู้ผลิต-ผู้บริโภค ลดการผูกขาดของผู้ผลิตรายใหญ่พร้อมกับการเกื้อกูลเกษตรกรรายย่อยและวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น ลดต้นทุนการจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลาง ลดการใช้ทรัพยากรในการขนส่งและจัดเก็บรักษาอาหาร รวมทั้งส่งเสริมระบบการผลิตและการตลาดที่เป็นหุ้นส่วนระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค เช่น รูปแบบ CSA (Community Supported Agriculture) ของกลุ่มเกษตรกรและตลาดเกษตรอินทรีย์ตามโรงพยาบาลและสถานที่ราชการ เป็นต้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;๒.๒ การดำเนินการดังกล่าวต้องดำเนินไปพร้อมกับการเร่งผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเพื่อกำกับและดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งไม่กระทบกับความอยู่รอดและการเจริญก้าวหน้าของผู้ประกอบการรายย่อยและตลาดคู่ขนาน รวมทั้งแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อควบคุมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยมีคณะกรรมการและการบริหารงานที่เป็นอิสระจากอิทธิพลของผู้ประกอบการที่มีส่วนได้เสีย &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">๓.ข้อเสนอนโยบาย กฎหมาย และการปฏิรูปเชิงสถาบัน เพื่อสนับสนุนแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนและสร้างความเป็นธรรมในระบบการเกษตรและอาหารมีความจำเป็นต้องดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดกฎหมายและปฏิรูปเชิงสถาบันที่สำคัญใน ๔ เรื่องคือ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">&nbsp; &nbsp;๓.๑ เร่งรัดการพัฒนากฎหมาย “(ร่าง)พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน” ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งตั้งขึ้นโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี โดยตั้งกลไกที่เป็นอิสระและถาวรเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมายเกษตรกรรมยั่งยืนของประเทศให้บรรลุผล&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">&nbsp; &nbsp;๓.๒ ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองเกษตรกรภายใต้ระบบการเกษตรแบบพันธสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาที่เกษตรกรต้องกลายเป็นผู้รับภาระความเสี่ยง การได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า การเข้าไม่ถึงปัจจัยการผลิต ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการทำงาน เป็นต้น ทั้งนี้โดยดำเนินการในการผลักดันกฎหมายนี้ร่วมกับกลไกและมาตรการอื่นๆ เช่น การจัดทำและกำหนดค่ามาตรฐานกลางของปัจจัยการผลิต จัดตั้งระบบการไกล่เกลี่ยและการระงับข้อพิพาทที่เกิดจากความขัดแย้ง หรือการไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจากระบบเกษตรพันธสัญญา และกำหนดให้ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับระบบเกษตรพันธสัญญาเป็นสัญญาที่มีแบบมาตรฐาน เป็นต้น &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๓.๓ ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายว่า “ความมั่นคงของชีวิตเกษตรกรคือความมั่นคงของชาติ” โดยกระบวนการเรียนรู้นั้นต้องเป็นการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม เห็นของจริง คนจริง เพื่อให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต โดยผ่านกลไกต่างๆ เช่น ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน โรงเรียนชาวนา นักวิจัยเกษตรกรและสถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตรท้องถิ่น หลักสูตรเพื่อท้องถิ่น สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ในทุกระดับที่สามารถเชื่อมโยงเสริมพลังทั้งในแนวตั้งและแนวนอน พร้อมๆกับรับทิศทางของศูนย์เรียนรู้ สถาบันวิจัยของรัฐให้เสริมหนุน และทำงานร่วมกับเกษตรกรและชุมชนในการสร้างความรู้และขยายผลความรู้ ที่ตอบสนองต่อปัญหาและเป็นศูนย์ที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <b>๓.๔ พิจารณาผลักดันให้มีการรับรองสิทธิในอาหาร และสิทธิที่เกี่ยวข้องเช่นสิทธิของเกษตรและชุมชนในทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ๒๓ ประเทศที่ได้รับรองสิทธิที่เกี่ยวกับอาหารโดยตรง หรือใน ๒๔ ประเทศที่บัญญัติเรื่องนี้ไว้รวมกับสิทธิด้านอื่นๆ.</b></p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><b> </b></p>
<p>rn</p>
<p> </p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: right;"><span style="color: #008000;"><strong>ส่วนฝึกอบรม &nbsp;สำนักอำนวยการ</strong></span></p>
<p>rn</p>
<p style="text-align: right;"><span style="color: #008000;"><strong>กันยายน ๒๕๕๕</strong></span></p><p>The post <a href="https://frdfund.org/th/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">การปฏิรูประบบเกษตรกรรม เพื่อความเป็นธรรมและความมั่นคงทางอาหาร</a> first appeared on <a href="https://frdfund.org/th">สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">4530</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
