Create PDF Recommend Print

แถลงข่าวกรณีพนักงาน กฟก. ร่วมกับเจ้าหน้าที่สหกรณ์ กระทำการจัดทำสัญญาอันเป็นเท็จและนำหนี้มาให้ กฟก.ชำระหนี้แทน

 

           89264

นายสไกร  พิมพ์บึง

รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่ง 

เลขาธิการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 

วันนี้เชิญเกษตรกรมาเพื่อจะแถลงให้รับทราบข้อเท็จจริงกรณีที่เป็นข่าวปรากฎในสาธารณะเกี่ยวกับการร้องเรียนพนักงานของ กฟก.ได้ร่วมกับสมาชิกของ กฟก.ก็คือสหกรณ์ในจังหวัดเพชรบูรณ์มีการปลอมแปลงเอกสารและดำเนินการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของกองทุนและใช้ในประโยชน์ส่วนตัว ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง วันนี้ได้เชิญท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะดูแลสหกรณ์ โดยท่านได้มอบให้ท่านณรงค์พล พัฒนศรี มาเป็นผู้แทนและได้เรียนเชิญท่านอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ท่านติดภารกิจแต่ท่านได้ยืนยันว่าได้รับพิจารณาเรื่องนี้ไว้ เพื่อที่จะทำหน้าที่ในการสืบสวน สอบสวนเนื่องจากเรื่องดังกล่าวนี้เป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวข้องและขยายไปอย่างวงกว้าง  

ผมขอเรียนว่าเหตุการณ์ก็คือ กรณีเกษตรกร 12 ราย ได้เข้าไปร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ หลังสำนักงานได้รับทราบข้อมูลก็ได้ให้มีการสืบเสาะข้อมูลในเบื้องต้น  โดยผมได้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ลงไปหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 และสรุปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 ว่ามีการพบข้อมูลซึ่งน่าจะเชื่อได้ว่าเป็นการทุจริตตามกระทำตามข้อกล่าวหาจริง และเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนลงไปทำการตรวจสอบโดยเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่เฉพาะสหกรณ์เดียวแต่เน้นลงไปที่สหกรณ์ทุกสหกรณ์ที่กองทุนได้ชำระหนี้แทนในจังหวัดเพชรบูรณ์จำนวน 11 สหกรณ์ เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่ให้ไปตรวจสอบก็คือ 330 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินซึ่งกองทุนได้จ่ายให้กับชำระหนี้แทนเบื้องต้นตัวเลขที่ 75 ล้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดคือการทุจริตแต่ให้มีการสืบเสาะ

ขอเรียนภาพรวมว่าตั้งแต่เริ่มตั้งกองทุนมา กองทุนได้จัดการหนี้หรือว่าชำระหนี้แทนเกษตรกรตามกฎหมายจำนวนทั้งหมด 29,154 ราย เป็นเงินงบประมาณที่ใช้ไปทั้งสิ้น 6,069 ล้านบาท แล้วก็ในกลุ่มการจัดการนี้ก็แบ่งเป็น 1.หนี้ ธกส. 3,565 ราย 1,028 ล้านบาทเศษ ธนาคารพาณิชย์ 3,206 ราย 5,227 ล้านบาทเศษ  นิติบุคคลอื่นซึ่งกองทุนรับขึ้นทะเบียนมาก็คือจำนวน 661 ราย เงิน 280 ล้านบาทเศษ และกรณีสหกรณ์การเกษตร เนื่องจากสหกรณ์มีลูกหนี้มากที่ขึ้นทะเบียนไว้ได้ชำระหนี้แทนไปจำนวน 21,321 ราย เฉพาะสหกรณ์ใช้งบประมาณไป 3,261 ล้านบาทเศษ นี่คือในภาพรวม  

ในการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นจากคณะกรรมการสืบสวนในพื้นที่ ซึ่งก็ต้องขอบคุณในส่วนราชการเพราะว่าเรื่องร้องเรียนได้ร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรม ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงประกอบกับทางกรมส่งเสริมสหกรณ์โดยท่านอธิบดีท่านก็ได้ให้มีการสืบเสาะ สอบสวนเช่นเดียวกัน กลายเป็น 3 คณะ ทำงานในพื้นที่ ขณะนี้ก็ยังดำเนินการสืบสวนยังไม่แล้วเสร็จ เพราะขยายไปถึง 3 สหกรณ์จากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้น  

ระหว่างนี้เป็นช่วงปฏิรูปสำนักงาน ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้รักษาการเลขาธิการ วันนี้เป็นเดือนที่ 4 ก็ได้สั่งการให้สำนักงานสาขาจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้มีการรวบรวมตรวจสอบเอกสารเรื่องการชำระหนี้แทนทั้งหมดทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะของสหกรณ์แต่ทุกสถาบันเจ้าหนี้ด้วย ผมได้มีหนังสือการให้พนักงานในส่วนกลางรวมทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลลงไปเพื่อที่จะรีเช็คคู่ขนานกัน อย่างกรณีเช่นเพชรบูรณ์ โดยจังหวัดเพชรบูรณ์มีข้อมูลชำระหนี้ที่ส่งลงไปในสหกรณ์จำนวน 330 ราย เพราะเป็นข้อมูลเบื้องต้นว่ามีบางรายใน 330 ราย ซึ่งมาขออนุมัติให้กองทุนชำระหนี้ ไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ แล้วเงินที่ชำระหนี้ไปไม่เข้าบัญชีสหกรณ์อย่างนี้เป็นต้นเพราะฉะนั้นผมได้สั่งการไปและจะมีการตรวจทั้งประเทศและมีการเล็งไปที่กลุ่มเป้าหมายซึ่งในจังหวัดบางจังหวัดอาจจะมีกรณีที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งอันนี้จะดำเนินการทั้งหมดในภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งผมจะใช้เวลาตรงนี้ในช่วงเวลา 30 วัน ต้องทำกระบวนการตรวจสอบในเบื้องต้นให้เสร็จ  

ส่วนที่ 2 เนื่องจากตามที่ได้เรียนว่าได้เรียนเชิญกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีหนังสือถึงท่านอธิบดีฯ เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ผู้ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวน เนื่องจากคดีดังกล่าวได้ขยายไปในวงกว้าง ไม่ใช่เพราะสมาชิกกองทุน สมาชิกเกษตรกร แต่มีภาพเกี่ยวพันไปถึงบุคคลภายนอกด้วย ผมจึงได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ไป ซึ่งได้นำเรียนไปแล้วว่าทางกรมสอบสวนฯ ท่านก็จะได้พิจารณาให้สำนักคดีพิเศษเข้ามาดำเนินการ ซึ่งเมื่อตรวจสอบข้อมูลในจังหวัดใด ภายใต้ข้อมูลที่กองทุนอนุมัติจ่ายเงินจากส่วนกลางผ่านระบบตรวจสอบบัญชีการเงินและสัญญาต้นทางที่มี ลงไปเช็คกับในพื้นที่จังหวัดได้ว่าถ้าไม่ตรงกันก็จะให้เป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้สืบสวน ในขณะเดียวกันโดยการดำเนินการทางวินัย สำนักงานก็จะดำเนินการ อันนี้ขอนำเรียนในภาพรวม เพื่อให้ได้ข้อมูลในเบื้องต้นที่ได้เรียนเชิญท่านผู้แทนอธิบดี ท่านได้มาแถลงข่าวในวันนี้เพราะว่าในพื้นที่มีการทำงานควบคู่กันทั้ง 3 หน่วยงาน ทั้งส่วนจังหวัดโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ระดับกรมโดยท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และ กฟก. โดยผมได้แต่งตั้งกรรมการสืบสวน  

 

89265

 

นายณรงค์พล  พัฒนศรี

ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบสนับสนุนการสหกรณ์ 

(ผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์) 


รายงานว่าการซื้อขายหนี้ระหว่าง กฟก. กับสหกรณ์ทั่วประเทศ มีจำนวน 21,351 ราย จำนวนเงิน 3,261,195 ,157.70 บาท ในกรณีที่เป็นประเด็นอยู่ที่เพชรบูรณ์มีการซื้อขายหนี้จำนวน  11 สหกรณ์ จำนวน 330 ราย จำนวนเงิน 75,106,868,05 บาท จากการตรวจสอบพบว่าใน 8 สหกรณ์ จำนวนสมาชิก 132 ราย จำนวนเงิน 31,680,000 บาท แต่เป็นการซื้อขายจริง มีเหตุผิดปรกติ  3 สหกรณ์ จำนวนสมาชิก 198 ราย มีการซื้อขายจริงเพียง 71 ราย เป็นเงินประมาณ 7 ล้าน 8 แสนบาทเศษ ส่วนอีกจำนวน 127 ราย จำนวนเงิน 38 ล้าน 5 แสน 9 หมื่นบาทเศษนั้นมีปัญหา ได้แก่  


สกรณ์การเกษตรศุภนิมิตรหล่มเก่า จำกัด ผลการตรวจสอบพบว่าไม่มีการขึ้นทะเบียนขายหนี้ ให้ กฟก. ไม่เคยมีมติใดๆ ที่จะขายหนี้ให้ กฟก.โดยมีการร่วมกันสองทางทั้งทางเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์และ กฟก. เป็นการปลอมแปลงหลักฐานการเป็นหนี้ของสมาชิก 34 ราย เป็นเงิน 6 ล้าน 7 แสนบาทเศษ และมีการทำเอกสารปลอมคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกว่าเป็นสมาชิกแล้วเป็นหนี้อีก 34 ราย รวมเป็นเงิน 14 ล้านบาทเศษ ในสหกรณ์นี้มีเคสที่เป็นปัญหาอยู่ 71 ราย เป็นจำนวนเงิน 20 ล้าน 9 แสนบาทเศษ ในการดำเนินการสหกรณ์นี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้จัดการ  ซึ่งสหกรณ์ได้ลงโทษโดยไล่ผู้จัดการสหกรณ์ออกแล้วเมื่อวันที่ 13 ก.ค.61 และมีการร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรหล่มเก่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค.61 ว่ามีการปลอมแปลงรายงานการประชุมและเปิดบัญชีกับ ธกส. เพื่อรับเงินจาก กฟก. และได้รับแจ้งเพิ่มเติมว่าเจ้าหน้าที่สหกรณ์ที่กระทำผิด  ขณะนี้ได้เข้ามาเป็นพนักงานราชการในสังกัดสหกรณ์จังหวัด 1 ท่าน กรณีนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะกำกับดูแลสหกรณ์ นายทะเบียนสหกรณ์ โดยรองนายทะเบียนสหกรณ์จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 22 ให้ไต่สวนเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน โดยออกคำสั่งเมื่อวันที่ 23 ก.ค.61 และอดีตเจ้าหน้าที่สหกรณ์ที่เป็นพนักงานราชการ ได้มีการแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว 


ต่อมาเป็นสหกรณ์ไทยหล่ม จำกัด เดิมชื่อสหกรณ์การเกษตรภูมิไทยหล่มเก่า จำกัด พบว่าสหกรณ์ขายหนี้สมาชิกให้ กฟก. 120 ราย แต่มีการสร้างหลักฐานเท็จปลอมแปลงเอกสารบุคคลภายนอกมาเป็นหนี้สหกรณ์ จำนวน 49 ราย เป็นเงิน 15 ล้านบาทเศษ เป็นการกระทำร่วมกันของทางเจ้าหน้าที่ของทีมสหกรณ์เดิม และ กฟก. 


สหกรณ์มะขามหวานหล่มเก่า  สหกรณ์นี้ประธานกรรมการสหกรณ์  และสมาชิกร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและขายหนี้ให้ กฟก. จำนวน 7 ราย เป็นเงิน 2 ล้าน 5 แสนบาทเศษ โดยสหกรณ์ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรหล่มเก่ากรณีปลอมรายงานการประชุมเพื่อเปิดบัญชีของ ธกส.ธนาคารในการรับเงินจาก กฟก. ทางทางสวบสวนมีการไต่สวนร่วมกับ กฟก. โดยเจ้าหน้าที่สหกรณ์ยอมรับในเบื้องต้นว่ามีการปลอมแปลงเอกสารเพื่อขายหนี้ให้ กฟก. จริง และนายทะเบียนมีคำสั่งให้มีการสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เพื่อจะพิจารณาดำเนินการต่อไป 


          อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สั่งการว่าในการซื้อขายหนี้กับ กฟก. ที่ผ่านมาทั่วประเทศ 21,321 ราย ให้มีการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปทั้งหมดว่าจะมีกรณีเช่นนี้อีกหรือไม่

 

S__144850955

นายชรินทร์  ดวงดารา 

(ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย) 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ในวันนี้ ทำให้เกษตรกรรู้สึกไม่สบายใจ จึงได้ร่วมกันแถลงข่าวในนามเครือข่ายองค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ดังนี้ 

ประเด็นที่ 1 ผู้ที่ถูกกล่าวหาโดนร้องเรียน ในทางกฎหมายยังคงนับว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าข้อเท็จจริงจะปรากฎ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นใหญ่และสร้างความเสียหายในวงกว้าง เมื่อเรื่องดังกล่าวออกสู่สาธารณชนแล้ว กฟก.จะต้องทำความจริงทั้งหมดให้ปรากฎ งบประมาณที่สูญเสียไปเกิดจากการเรียกร้องต่อสู้ของเกษตรกร จนรัฐบาลให้งบประมาณมาเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร เมื่อเกิดความเสียหายระหว่างทางเช่นนี้ เกษตรกรมีความรู้สึกรับไม่ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของ กฟก.  

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้มีมติให้ กฟก. จัดทำสัญญาของเกษตรกรที่ได้รับการจัดการหนี้ใหม่ทั้งหมด แต่ไม่ได้มีการดำเนินการ การจัดการหนี้ไม่สามารถซื้อหนี้ได้โดยตรงกับสมาชิก ต้องผ่านการเห็นชอบจากองค์กรเกษตรกรเท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่มีองค์กรเกษตรกรรับรู้รับทราบ หรือเป็นสักขีพยานในการชำระหนี้แทน ทำให้เกิดช่องว่างและเกิดการทุจริตขึ้น เพราะฉะนั้น การมีส่วนร่วมขององค์กรเกษตรกรเป็นหัวใจหลักของพระราชบัญญัติ กฟก. และการดำเนินงานของ กฟก. เกษตรกรทุกคนไม่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกได้ถ้าไม่ผ่านการเห็นชอบขององค์กร แต่การดำเนินงานที่ผ่านมานั้นมองข้ามกระบวนการขององค์กรเกษตรกรไปโดยสิ้นเชิง นับจากนี้ขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการดำเนินงาน 100 % โดยให้องค์กรเกษตรกรเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาในขณะนี้ คือ ไม่มีอนุกรรมการระดับจังหวัด เรื่องนี้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรทราบและเล็งเห็นปัญหา จึงได้แต่งตั้งให้อนุกรรมการระดับจังหวัดเป็นตัวแทนกรรมการ และจะหมดวาระต่อเมื่อมีชุดใหม่ทำหน้าที่แทน กระบวนการมีส่วนร่วมจากเกษตรกร และประชาชน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ 

ประเด็นที่ 2 สนับสนุนให้มีกลไกการบริหาร การดำเนินงาน เป็นไปตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ภายใต้การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร 

ประเด็นที่ 3 กฟก.ต้องทำตามเจตนารมณ์ของหัวหน้า คสช. ต้องมีการปฏิรูป กฟก. ขนานใหญ่ให้ครบทุกด้าน เพื่อป้องกันปัญหาเช่นนี้ ต้องกล้าที่จะยืนให้หน่วยงานภายนอก เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สง่างาม และเพื่อเกียรติศักดิ์ศรีของเกษตรกร  แทนวิธีการตรวจสอบกันเองภายในองค์กร เพราะความมั่นคงของ กฟก. คือความมั่นคงของพนักงาน

banner_coop
mobilbahis giriş, mobil bahis, mobilbahis, mobilbahis giris, rivalo, truvabet, betmatik, tipobet365, artemisbet, youwin, protez saç, kaçak bahis,