Print Recommend

บทความทั่วไป

all ABCDEFGHIJKLMNOPQRSTUVWXYZ
0123456789
  • การปฏิรูประบบเกษตรกรรม เพื่อความเป็นธรรมและความมั่นคงทางอาหาร

    Wednesday, 26 December 2012 9691 views

    การปฏิรูประบบเกษตรกรรม เพื่อความเป็นธรรมและความมั่นคงทางอาหาร สถานการณ์ของปัญหา   ๑. เกษตรกรรมเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเป็นฐานรองรับระบบเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ประชากรภาคเกษตรจะลดลงอย่างต่อเนื่องจากจำนวน ๓๕.๙๖ ล้านคนในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๘ ลดลงเหลือ ๒๔.๔๘ ล้านคน ในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๑๐ มีอัตราลดลงเฉลี่ยร้อยละ ๔.๖๘ ในช่วงปี...

    การปฏิรูประบบเกษตรกรรม เพื่อความเป็นธรรมและความมั่นคงทางอาหาร 

    สถานการณ์ของปัญหา 

     

                  ๑. เกษตรกรรมเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเป็นฐานรองรับระบบเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ประชากรภาคเกษตรจะลดลงอย่างต่อเนื่องจากจำนวน ๓๕.๙๖ ล้านคนในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๘ ลดลงเหลือ ๒๔.๔๘ ล้านคน ในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๑๐ มีอัตราลดลงเฉลี่ยร้อยละ ๔.๖๘ ในช่วงปี ๒๕๔๔-๒๕๕๓ สำหรับแรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลงเช่น เดียวกัน จำนวน ๑๙.๓๒ ล้านคนในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๘ ลดลงเหลือ ๑๗.๔๑ ล้านคนในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ ๑๐ มีอัตราลดลงเฉลี่ยร้อยละ ๑.๐๙ ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๕๓  ภาคเกษตรกรรมจึงเป็นภาคที่มีความสำคัญสูงต่อสังคมไทยต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ปัญหาความมั่นคงทางอาหารได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญอย่างถาวรของประชาคมโลก นับตั้งแต่เกิดวิกฤตอาหารระดับโลกเมื่อปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมา

    ๒.ความเหลื่อมล้ำในภาคการเกษตร ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในฐานะที่สามารถพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ลำดับต้นของโลกโดยสามารถส่งออกสินค้าได้สูงมากกว่าหนึ่งล้านล้านบาท และบริษัทเอกชนด้านเกษตรอาหารของไทยเติบโตกลายเป็น ๑ ใน ๕ ของบรรษัทอาหารชั้นนำของโลก แต่เกษตรกรในประเทศกลับประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิต กล่าวคือตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เป็นต้นมามีจำนวนเกษตรกรที่มีหนี้สินถึง ๖.๓ ล้านคน รวมหนี้สินกว่า ๘ แสนล้านบาท                                                                                  

    เกษตรกรจำนวนมากต้องสูญเสียที่ดินทำกินจากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่าสัดส่วนเกษตรกร ๕๙.๗๓% ของเกษตรกรทั้งหมดต้องเช่าที่ดินทำกิน ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์อำนวยการต่อสู้เอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) ในปี ๒๕๔๗ ที่รายงานว่า มีผู้ไม่มีที่ดินทำกิน จำนวน ๘๘๙,๐๒๒ ราย มีที่ดินทำกิน แต่ไม่เพียงพอ จำนวน ๕๑๗,๒๖๓ ราย มีที่ดินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ ๘๑๑,๒๗๙ ราย                                                                                                               การปฏิรูปที่ดินที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากต้องแก้ปัญหาสิทธิและการถือครอง รวมถึงการพัฒนาอาชีพ รายได้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี กล่าวได้ว่ายังไม่สามารถทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินได้

    ๓. การขยายตัวของการผลิตแบบเชิงเดี่ยว และการถูกเอารัดเอาเปรียบ ในระบบเกษตรพันธสัญญา ความล้มเหลวของเกษตรกรรายย่อย ผลักดันให้เกษตรกรที่มีวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพที่เป็นอิสระกลาย เป็นเกษตรกรและแรงงานในระบบเกษตรพันธสัญญา ภายใต้การควบคุมของบรรษัทเกษตรและอาหารขนาดใหญ่ ถึงแม้จำนวนเกษตรกรในระบบพันธสัญญา จากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๕๒ จะมีประ มาณ ๑๖๐,๐๐๐ ราย แต่การผลิตในระบบนี้กลับกลายเป็นภาคส่วนที่มีการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารสูงกว่าการผลิตของเกษตรรายย่อย โดยเฉพาะในการเลี้ยงไก่ สุกร การผลิตเมล็ดพันธุ์พืช และการผลิตพืชไร่ เช่น อ้อย เป็นต้น แม้ภาครัฐและบริษัท เกษตรและอาหารชี้ชวนให้เห็นว่าการผลิตเชิงเดี่ยวในระบบนี้มีประสิทธิภาพและสามารถแก้ปัญหาต่างๆในภาคการเกษตรได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีเกษตรกรจำนวนมากขาดอำนาจต่อ รอง ถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกลไกต่างๆ ทั้งยังสร้างปัญหาต่อการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ

    ๔.ปัญหาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและผู้บริโภคในสังคมไทยในขณะที่เป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารสำคัญ ของโลก แต่ประชาชนของประเทศจำนวนมากยังขาดความมั่นคงทางอาหาร จากข้อมูลของ FAO ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๗-๒๕๔๙ พบว่ามีจำนวน ๑๐.๗ ล้านคน หรือร้อยละ ๑๗ ของประชากรทั้งหมดของประเทศ เช่นเดียวกับสถิติการเจริญเติบโตของเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ที่พบว่ายังมีเด็กไทยที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์อยู่ถึงร้อยละ ๗ ซึ่งเป็นสถิติที่สูงกว่าหลายประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจระดับกลางในลาตินอเมริกา เช่น บราซิล เม็กซิโก สาธารณรัฐโดมินิกัน โคลอมเบีย ฯลฯ แม้ว่าสถิติดังกล่าวจะต่ำกว่าเพื่อนบ้านในเอเชียอาคเนย์หลายประเทศ (ยกเว้น สิงคโปร์ และมาเลเซีย) ก็ตาม คุณภาพชีวิตของเกษตรกรมีแนวโน้มตกต่ำลงเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อปี ๒๕๔๑ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีเกษตรกรที่ผลการตรวจเลือดอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการเกิดพิษ คิดเป็นร้อยละ ๒๑ ของเกษตรกรทั้งหมด และเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว เป็นร้อยละ ๓๙ ในปีพ.ศ. ๒๕๕๐

    ๕. ภัยพิบัติกับผลกระทบต่อภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแบบสุดขั้ว ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นปรากฏเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นทุกที ตัวอย่างเช่น ความเสียหายอันเนื่องมาจากปัญหาน้ำท่วมซึ่งเกิดขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้น การจัดการปัญหาน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพและไม่เป็นธรรมในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่การเกษตรเสียหายถึง ๑๒.๖ ล้านไร่ รวมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น ๑,๖๖๘,๘๑๗ คน ผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศยังส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และการระบาดของแมลงศัตรูพืช เช่น ยังเกิดโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดรุนแรงขึ้น เช่น การระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูในมันสำปะหลัง ประมาณ ๑.๐ ล้านไร่ ในปี ๒๕๕๒ รวมถึงการระบาดของโรคพืชบางประเภทที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่เพิ่มระดับความรุนแรงยิ่งขึ้น อาทิ การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว โรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิกในนาข้าวภาคกลาง ประมาณ ๒.๔ ล้านไร่ ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพการผลิตของภาคเกษตร เป็นต้น

     

    บทวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา 


    ๑. เกษตรกรรมเชิงเดี่ยวและเกษตรกรรมที่ไม่ยั่งยืน

           ๑.๑ แบบแผนการผลิตเชิงเดี่ยวที่เน้นการเพิ่มผลผลิตโดยการใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ปรับปรุงพันธุ์เพื่อตอบสนองต่อการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาอาหารสัตว์ ปุ๋ย และสารเคมีการเกษตรในสัดส่วนที่สูงมาก โดยในการผลิตพืชทั่วไปมีต้น ทุนการผลิตที่เป็นปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรคิดเป็นร้อยละ ๓๕ ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ในการปลูกพืชพันธุ์ลูกผสม เฉพาะต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ ๓๕ ของต้นทุนการผลิต ในขณะที่การผลิตไก่แบบอุตสาหกรรมนั้น ต้นทุนการผลิตที่เป็นพันธุ์ไก่และอาหารสัตว์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ ๙๐ ของต้นทุนทั้ง หมด โดยที่ปัจจัยการผลิตดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในมือของบรรษัทเกษตรและอาหารไม่กี่ราย การพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูงแต่กลับได้ผลผลิตที่เมื่อขายแล้วไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกษตรกรต้องมีปัญหาหนี้สิน และต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการของปัญหาจนกลายเป็นปัญหาหมักหมม ของเกษตรกรรมไทย

           ๑.๒ การที่เกษตรกรรมสมัยใหม่พึ่งพาพลังงานและผลิตภัณฑ์ฟอสซิลประมาณ ๕๐-๑๐๐ เท่าของการเกษตรแบบดั้งเดิม ทำให้ปัญหาความคุ้มทุนของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ภายในหนึ่งทศวรรษเนื่องจากข้อจำกัดของแหล่งสำรองของเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวด ล้อมและสุขภาพที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีการเกษตร ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตร กรรมไทยในปัจจุบัน

    ๒. การผูกขาดในระบบการเกษตรและการกระจายอาหาร

           ๒.๑ บริษัทยักษ์ใหญ่การเกษตรและบริษัทข้ามชาติสามารถผูกขาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและพืชไร่หลายชนิดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดภายในระยะเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ โดยหน่วยงานของรัฐซึ่งเคยมีบทบาทในการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจัดจำหน่ายให้กับเกษตรกรในอดีต เปลี่ยนมาทำหน้าที่ในการสนับสนุนกิจการของบรรษัทเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวแทน การครอบครองพันธุกรรมของธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ดังกล่าวสามารถควบคุมกระบวนการผลิตทางการเกษตรไว้ได้เกือบทั้งหมด เกษตรกรขาดทางเลือกในการผลิตและการตลาดและค่อยๆเปลี่ยนสถานะมาเป็นแรงงานรับจ้างในผืนดินของบรรพบุรุษในทางปฏิบัติ

           ๒.๒ บริษัทขนาดใหญ่ยังมีแนวโน้มเข้ามาครอบครองและผูกขาดกลไก การกระจายอาหารมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ตัวอย่างเช่น การขยายตัวของกิจการไฮเปอร์มาร์เก็ต ฟู้ดสโตร์ คอนวีเนี่ยนสโตร์ ที่เข้ามาแทนที่ตลาดสด ตลาดนัด แผงเนื้อสัตว์ และร้านขายของชำขนาดเล็กอย่างรวดเร็ว โดยในกรณีประเทศไทยนั้นกิจการโมเดิร์นเทรดเหล่านี้มีมูลค่าทางตลาดสูงถึง ๕.๔๕ แสนล้านบาท ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม ที่มีมูลค่าทางตลาดลดลงเหลือเพียง ๒.๒ แสนล้านบาทเท่านั้นเมื่อปี ๒๕๕๐ แต่สิสิ่งที่ควรตระหนักมากขึ้นก็คือสัดส่วนของสินค้าในห้างขนาดใหญ่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทอาหารสูงถึงร้อยละ ๗๕ และกิจการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ผูกขาดอยู่ในมือของบริษัทข้ามชาติ

           ๒.๓ การรวมศูนย์การกระจายอาหารโดยธุรกิจค้าปลีกดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงอาหาร และความมั่นคงทางอาหารของคนไทย ดังปรากฏว่าในขณะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ประชาชนในกรุงเทพมหานครและในจังหวัดภาคกลาง รวมถึงบริเวณเขตชุมชนเมืองในหลายจังหวัดของประ เทศไม่สามารถหาซื้อข้าวสาร ไข่ น้ำมันพืชและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆได้เนื่องจากศูนย์กระจายสินค้าของโมเดิร์นเทรดซึ่งรวมศูนย์อยู่เพียงไม่กี่แห่งดังกล่าวถูกน้ำท่วมจนเสียหายและไม่อาจดำเนินธุรกิจต่อไปได้

           ๒.๔ การผูกขาดในระบอบธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร ถือว่าเป็นการคุกคามสิทธิทางอาหารของปัจเจกชน โดยเฉพาะความเดือดร้อนของประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเพียงพอในห้วงยามพิบัติภัย ภายใต้กฎบัตรว่าด้วยสิทธิทางอาหาร ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชน ไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา จะต้องมีสิทธิที่จะมีอิสรภาพจากความอดอยากหิวโหย และภาวะทุพโภชนาการ เพื่อจะสามารถพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารลำดับต้นของโลก มีฐานทรัพยากร ศักยภาพขององค์กร องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ที่สามารถจะทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงสิทธิทางอาหาร หลุดพ้นจากความอดอยากหิวโหยและภาวะทุพโภชนาการได้ จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้มีการผูกขาดการผลิต และการกระจายอาหาร

    ๓. ข้อจำกัดของการเรียนรู้ที่รวมศูนย์ โดยสถาบันการศึกษากระแสหลักและระบบราชการกระบวน การเรียนรู้และการส่งเสริมการเกษตรในสถาบันการศึกษา ที่เป็นทางการและหน่วยงานส่งเสริมของรัฐมีข้อจำ กัดในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหาการเกษตร และระบบปัญหาของเกษตรกรและสังคม ไทยโดยรวม ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เมื่อมีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยให้มีพื้นที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศ หรือประมาณ ๒๕ ล้านไร่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ แต่กลับปรากฏว่ากลไกหลักคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กลับมิได้จัดทำแผนงบ ประมาณหรือโครงการเพื่อดำเนินการดังกล่าว ในขณะเดียวกับที่สถาบันการศึกษาที่เป็นอยู่ ก็มิได้มีการปรับหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้เพื่อรอง บทิศทางการพัฒนาประเทศดังกล่าวแต่ประการใด เป้าหมายการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืนซึ่งเน้นที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและการคำนึงถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจึงไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้ ในช่วงแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๑ ได้มีความพยายามที่จะกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยวางเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนของประเทศให้ได้อย่างน้อยร้อยละ ๕.๐ ต่อปี รวมทั้งยกระดับให้ครอบครัวเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองทางอาหารจากไร่นาเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๕๐.๐ ในปี ๒๕๕๙ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ทั้งที่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่เป็นทางการและกระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรเองไปพร้อมๆกัน เพื่อให้เป้าหมายการพัฒนาที่กำหนดไว้สามารถบรรลุผลได้ในทางปฏิบัติ

    ๔. นโยบายและกฎหมายที่ไม่สร้างความเป็นธรรมและไม่นำไปสู่การปรับโครงสร้างการเกษตร

           ๔.๑ บริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเกษตรมีบทบาท ในการกำหนดทิศทางและนโยบายการเกษตร ของประ เทศตลอดระยะ ๒-๓ ทศวรรษที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น การเข้าไปมีบทบาทชี้นำการเจรจาการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ การเข้าไปมีบทบาทในการบริหารกระทรวง คณะกรรมการและหน่วยงานต่างๆ งานวิจัยไทบ้านที่ศึกษาในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ในพื้นที่เกษตรพันธะสัญญาภาคกลางพบว่าทุนธุรกิจการ เกษตรเหล่านี้มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์อยู่กับพรรคการเมืองในระดับชาติทุกพรรคการเมือง มีความใกล้ชิดกันในระดับดีมากกับข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯ ดังนั้นเกษตรกรจึงไม่สามารถที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นในด้านการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ให้เกิดความเป็นธรรมในระบบการเกษตรแบบพันธสัญญาด้านความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายและในด้านการเข้าถึงระบบการระงับข้อพิพาทการตัดสินชี้ขาดคดี เป็นต้น

           ๔.๒ นโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ที่เข้ามาบริหารประเทศนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมามีแนวโน้มให้ความสำคัญต่อนโยบายแบบประชานิยมมากขึ้น โดยในภาคการเกษตรนั้นมีการใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากเพื่อประกันราคาสินค้าการเกษตรในรูปแบบต่างๆ เช่น รับจำนำและประกันรายได้ เป็นต้น นโยบายดังกล่าวมีผลในการจูงใจต่อการลงคะแนนเสียงทางการเมืองของเกษตรกรในการเลือกตั้งระดับประเทศแต่กลับมีผลน้อยมากต่อการปรับโครงสร้างทางการเกษตรให้มีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืนมากขึ้น นโยบายการแทรกแทรงกลไกตลาดของรัฐ เช่น โครงการรับจำนำข้าว นอกจากทำลายระบบตลาดแล้วยังสร้างความไม่เป็นธรรม และจะสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยอย่างรุนแรงในภายหน้าเพราะจะถูกครอบครองโดยรายใหญ่ และจะสูญเสียวิถีชีวิตในชนบท และกลายเป็นลูกจ้าง ขณะเดียวกันจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนอีกด้วย

           ๔.๓ นอกเหนือจากสาเหตุที่ได้กล่าวแล้ว แนวโน้มของปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในอนาคตจะสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนส่วนใหญ่มากยิ่งขึ้น และโดยเหตุที่วงจรการผลิตของเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นจำนวนมากเกี่ยวข้องกับสภาพของดินฟ้าอากาศโดยตรง ทำให้เมื่อเกิดภัยพิบัติแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดหรือปัญหาความแห้งแล้ง/น้ำท่วมส่งผลให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบต้องใช้เวลานานตั้งแต่ ๕-๑๐ ปีเพื่อฟื้นฟูอาชีพและเศรษฐกิจของตนให้กลับไปอยู่ในสถานะเดิมได้ การแก้ไขและฟื้นฟูภาคเกษตรกรรมและอาหารจึงทำได้ยากขึ้น

     

    ข้อเสนอเพื่อการพิจารณาของสมัชชาระดับชาติ 

    ๑.  ขับเคลื่อนให้เกษตรกรรมยั่งยืนและการผลิตที่หลากหลายเป็นทิศทางหลักของเกษตรกรรมไทยภายในหนึ่งทศวรรษ                                                                                                      ๑.๑ เกษตรกรรมยั่งยืนและการผลิตที่หลากหลายในรูปแบบต่างๆ เช่น เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตรและเกษตรทฤษฎีใหม่ จะเป็นแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมที่เตรียมความพร้อมของประ เทศในการเผชิญหน้ากับวิกฤตอาหารและพลังงานการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอีกทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้ไปพร้อมๆกัน ดังการศึกษาโดย Pretty et al. ครอบคลุม ๕๗ ประเทศ มีพื้นที่ประมาณ ๒๓๐ ล้านไร่ (ร้อยละ ๓ ของพื้นที่เกษตรของประเทศกำลังพัฒนา ) พบว่าวิธีการดังกล่าวสามารถเพิ่มผลผลิตของเกษตรกร ๑๒.๖ ล้านครัวเรือน โดยเฉลี่ยเพิ่มผลผลิตพืชได้ร้อยละ ๗๙ ในขณะเดียวกันได้ปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการให้บริการของระบบนิเวศ ผลผลิตของอาหาร (ธัญพืชและพืชหัว) เพิ่มขึ้นประมาณ ๑.๗ ตันต่อปีต่อครัวเรือน การปฏิบัติจัดการแบบใช้ทรัพยากรเชิงอนุรักษ์ได้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะพืชอาศัยน้ำฝน และปลดปล่อยคาร์บอนโดยเฉลี่ย ๐.๓๕ ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี การศึกษาเปรียบเทียบของเดวิด พีเมนเทล มหาวิทยาลัยคอร์เนล พบว่าเกษตรอินทรีย์ใช้พลังงานเพียงร้อยละ ๖๓ ของเกษตรเคมีทั่วไปในสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการไม่ใช้ปุ๋ยไนโตรเจน สอดคล้องกับผลการศึกษาซึ่งรวบรวมงานวิจัยมากกว่า ๑๓๐ ชิ้นของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมของแคนาดาก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า เกษตรอินทรีย์ใช้พลังงานน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า                                                                                  

    สำหรับประเทศไทยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้ศึกษาความสามารถจัดการหนี้ของเกษตรกรจากภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานหลังจากได้ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเป็นเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีวิธีการผลิตเป็นอินทรีย์ พบว่า ร้อยละ ๓๒ สามารถปลดหนี้ได้หลังทำเกษตรยั่งยืนเป็นเวลา ๑-๓ ปี ร้อยละ ๕๕ สามารถลดหนี้ได้ และมีแผนการออกจากหนี้ได้ภายใน ๕ ปี ส่วนร้อยละ ๑๔ ของครัวเรือนยังคงหนี้โดยไม่ก่อหนี้เพิ่ม เนื่องจากหนี้เดิมมีปริมาณสูง แต่มีทิศทางที่ชัดเจนในการจัดการหนี้ในระยะยาว                                                        

         ๑.๒ เกษตรกรรมยั่งยืนได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ การฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายชีวภาพในธรรมชาติ ในชนบทที่ห่างไกลความหลากหลายชีวภาพจากธรรมชาติ เช่น ป่าชุมชน ลำธาร และหนองน้ำ เป็นแหล่งอาหารหรือธนาคารอาหารของชุมชนที่สำคัญ ดังนั้น กล่าวได้ว่าความหลากหลายทางชีวภาพในธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหารของชุมชนที่ด้อยโอกาสทางสังคมของชนบท มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ดังนั้นสิทธิการเข้าถึงการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรความหลากหลายชีวภาพของชุมชนท้องถิ่นควรต้องได้รับการปกป้อง

    ๒.การพัฒนาระบบตลาดและการกระจายอาหารที่หลากหลาย เป็นธรรม และสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภครูปแบบต่างๆ เช่น                                                                ๒.๑ ฟื้นฟูและส่งเสริมกลไกค้าปลีกรายย่อยเพื่อเป็นระบบคู่ขนานกับโมเดิร์นเทรด เป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายของระบบอาหาร มีมิติความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคโดยเฉพาะในภาวะวิกฤติ พัฒนาตลาดกลางระดับจังหวัดซึ่งเป็นช่องทางการกระจายสินค้าเกษตรที่สำคัญมายังผู้บริโภคในเมือง การยกระดับและเพิ่มจำนวนตลาดชุมชนและตลาดผู้ผลิต-ผู้บริโภค ลดการผูกขาดของผู้ผลิตรายใหญ่พร้อมกับการเกื้อกูลเกษตรกรรายย่อยและวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น ลดต้นทุนการจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลาง ลดการใช้ทรัพยากรในการขนส่งและจัดเก็บรักษาอาหาร รวมทั้งส่งเสริมระบบการผลิตและการตลาดที่เป็นหุ้นส่วนระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค เช่น รูปแบบ CSA (Community Supported Agriculture) ของกลุ่มเกษตรกรและตลาดเกษตรอินทรีย์ตามโรงพยาบาลและสถานที่ราชการ เป็นต้น                             

         ๒.๒ การดำเนินการดังกล่าวต้องดำเนินไปพร้อมกับการเร่งผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเพื่อกำกับและดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งไม่กระทบกับความอยู่รอดและการเจริญก้าวหน้าของผู้ประกอบการรายย่อยและตลาดคู่ขนาน รวมทั้งแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อควบคุมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยมีคณะกรรมการและการบริหารงานที่เป็นอิสระจากอิทธิพลของผู้ประกอบการที่มีส่วนได้เสีย                                                                                          

    ๓.ข้อเสนอนโยบาย กฎหมาย และการปฏิรูปเชิงสถาบัน เพื่อสนับสนุนแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนและสร้างความเป็นธรรมในระบบการเกษตรและอาหารมีความจำเป็นต้องดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดกฎหมายและปฏิรูปเชิงสถาบันที่สำคัญใน ๔ เรื่องคือ                                                     

       ๓.๑ เร่งรัดการพัฒนากฎหมาย “(ร่าง)พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน” ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งตั้งขึ้นโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี โดยตั้งกลไกที่เป็นอิสระและถาวรเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมายเกษตรกรรมยั่งยืนของประเทศให้บรรลุผล                                                         

       ๓.๒ ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองเกษตรกรภายใต้ระบบการเกษตรแบบพันธสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาที่เกษตรกรต้องกลายเป็นผู้รับภาระความเสี่ยง การได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า การเข้าไม่ถึงปัจจัยการผลิต ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการทำงาน เป็นต้น ทั้งนี้โดยดำเนินการในการผลักดันกฎหมายนี้ร่วมกับกลไกและมาตรการอื่นๆ เช่น การจัดทำและกำหนดค่ามาตรฐานกลางของปัจจัยการผลิต จัดตั้งระบบการไกล่เกลี่ยและการระงับข้อพิพาทที่เกิดจากความขัดแย้ง หรือการไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจากระบบเกษตรพันธสัญญา และกำหนดให้ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับระบบเกษตรพันธสัญญาเป็นสัญญาที่มีแบบมาตรฐาน เป็นต้น                                                                        ๓.๓ ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายว่า “ความมั่นคงของชีวิตเกษตรกรคือความมั่นคงของชาติ” โดยกระบวนการเรียนรู้นั้นต้องเป็นการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม เห็นของจริง คนจริง เพื่อให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต โดยผ่านกลไกต่างๆ เช่น ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน โรงเรียนชาวนา นักวิจัยเกษตรกรและสถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตรท้องถิ่น หลักสูตรเพื่อท้องถิ่น สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ในทุกระดับที่สามารถเชื่อมโยงเสริมพลังทั้งในแนวตั้งและแนวนอน พร้อมๆกับรับทิศทางของศูนย์เรียนรู้ สถาบันวิจัยของรัฐให้เสริมหนุน และทำงานร่วมกับเกษตรกรและชุมชนในการสร้างความรู้และขยายผลความรู้ ที่ตอบสนองต่อปัญหาและเป็นศูนย์ที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง                               ๓.๔ พิจารณาผลักดันให้มีการรับรองสิทธิในอาหาร และสิทธิที่เกี่ยวข้องเช่นสิทธิของเกษตรและชุมชนในทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ๒๓ ประเทศที่ได้รับรองสิทธิที่เกี่ยวกับอาหารโดยตรง หรือใน ๒๔ ประเทศที่บัญญัติเรื่องนี้ไว้รวมกับสิทธิด้านอื่นๆ.

     

    ส่วนฝึกอบรม  สำนักอำนวยการ

    กันยายน ๒๕๕๕

  • คนไทย กับ เกษตรกรรม

    Monday, 12 January 2015 5498 views

    รากฐานอันมั่นคงของภูมิเศรษฐศาสตร์ไทยคือเกษตรกรรม เราจะต้องสร้างความมั่งคั่งขึ้นจากแผ่นดินและผืนน้ำอันเป็นทรัพยากรของเราเอง เราไม่อาจสร้างความมั่งคั่งขึ้นได้จากเป็นแรงงานรับจ้างประกอบสินค้าอุตสาหกรรม...

    12-1-pr993

    รากฐานอันมั่นคงของภูมิเศรษฐศาสตร์ไทยคือเกษตรกรรม เราจะต้องสร้างความมั่งคั่งขึ้นจากแผ่นดินและผืนน้ำอันเป็นทรัพยากรของเราเอง เราไม่อาจสร้างความมั่งคั่งขึ้นได้จากเป็นแรงงานรับจ้างประกอบสินค้าอุตสาหกรรมของทุนต่างชาติแล้วส่งออกในนามสินค้าไทยในทรรศนะของเรา เรามิได้ปฏิเสธอุตสาหกรรม เพียงแต่เรามองว่า รากฐานที่แข็งแกร่งของเราคือภาคเกษตรกรรม เราควรพัฒนาภาคเกษตรกรรม ทำให้ไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร ผลิตสินค้าเกษตรแหล่งสำคัญของโลก ทั้งนี้ต้องสร้างอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของเรา 

     

    เราต้องพัฒนาอุตสาหกกรมให้ใหญ่โต แต่อุตสาหกรรมนั้นต้องต่อยอดจากผลผลิตของเราเอง ไม่ใช่อุตสาหกรรมรับจ้างประกอบชิ้นส่วนอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ชาวไทยควรเห็นความสำคัญของภาคเกษตรกรรม แล้วช่วยกันผลักดันให้รัฐไทยหันกลับมาเดินเส้นทางที่ถูก นั่นคือเน้นพัฒนาเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมต่อยอดจากภาคเกษตรอุตสาหกรรมต่อยอดภาคเกษตรนั้น อย่ามองคับแคบว่ามีแต่เพียงเรื่องเกี่ยวกับอาหาร ความจริงมันมีเกี่ยวพันกับทุก ๆ ด้าน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐต้องถือเป็นภารกิจที่จะต้อง ปฏิรูปสังคม 

     

    เพราะปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องออกมามาชุมนุมกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งมักลุกลามถึงขั้นปิดถนนกันนั้น คือความล้มเหลวของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมการชุมนุมของเกษตรกรเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเมื่อราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ จนเกือบจะกลายเป็นงานประจำปีของเกษตรกร เมื่อเกษตรกรเดือดร้อน รัฐบาลก็ช่วยอุ้มช่วยสงเคราะห์ หามาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ นานา แต่ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นเสมอ ย้อนดูแล้วสินค้าพืชผลเกือบทุกชนิดเคยเกิดปัญหาราคาตกต่ำ 

     

    พืชผลที่รัฐต้องช่วยเหลือเรื่องราคาทุกปีคือข้าว เงินที่ใช้ช่วยเหลือชาวนาในส่วนแก้ปัญหาเรื่องราคานั้น ในระยะห้าสิบปีผ่านมานี้ รวมกันแล้วมากมายนัก แต่โดยภาพรวมแล้วชาวนากลับยากจนลงพืชผลที่สำคัญอื่น ๆ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ลำไย ฯ รัฐก็เคยต้องใช้เงินจำนวนมากช่วยเหลือเรื่องราคาตกต่ำอยู่เสมอเรื่องที่เราอยากให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยทบทวนอย่างจริงจังคือ เกษตรกรต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง 

     

    สังคมไทยใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของทุนสากล ราคาพืชผลการเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาดโลก รัฐบาลไทยรวมถึงรัฐบาลของทุกประเทศไม่มีอำนาจอิทธิพลพอที่จะเป็นผู้กำหนดราคาผู้ที่มีอำนาจจริงในตลาดโลกคือ ทุน ของเอกชน ซึ่งก็แน่นอนว่าย่อมต้องการ กำไรสูงสุด ซื้อสินค้าจากประเทกำลังพัฒนาในราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะต่ำได้ แล้วหาแหล่งขายในราคาสูงที่สุดที่จะทำได้ธรรมชาติของทุนเป็นอย่างนี้ ปัญหาความผันพวนของราคา การตกต่ำของราคาสินค้าพืชผลเกษตร จึงเกิดเป็นประจำ ใช้คำชาวบ้านก็ว่า มันเป็นปัญหาโลกแตก แก้ไขได้ 

     

    ความต้องการของ ทุน ย่อมอยากให้เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อสนอง อุปทาน (ดีมานด์)ของทุน แต่เกษตรกรไม่ควรจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะหากเกิดปัญหาในเรื่องราคาขึ้นมาคราวใด ความเสียหายความเดือดร้อนจะหนัก เกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ควรรู้เท่าทัน ทุนนิยม และสร้างภูมิคุ้มกันตนเอง ทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสม อย่าฝากชีวิตกับพืชเชิงเดี่ยว


    ที่มา : สยามรัฐ 

  • ทิศทางสินค้าเกษตรปี 58 ข้าวยังไปได้-มัน-ยางทิศทางขาขึ้น

    Monday, 19 January 2015 3622 views

    สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยข้อมูลล่าสุด ผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีภาคเกษตรของไทยในปี 2557 จะขยายตัวที่ 1.2% (จากปี 2556 จีดีพีภาคเกษตรมีมูลค่าที่ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 11%...

                                               19-1-pr1007

    สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยข้อมูลล่าสุด ผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีภาคเกษตรของไทยในปี 2557 จะขยายตัวที่ 1.2% (จากปี 2556 จีดีพีภาคเกษตรมีมูลค่าที่ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 11% ของมูลค่าจีดีพีในภาพรวมประเทศ) ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% สาเหตุที่จีดีพีภาคเกษตรยังขยายตัวในปี 2557 มีแรงหนุนจากกลุ่มสินค้าพืชที่เติบโต 1.5% จากผลผลิตข้าวนาปี มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ นอกจากนี้ยังมีการขยายตัวของสินค้าปศุสัตว์ 1.9% และป่าไม้ 2.8% ส่วนสินค้าที่เป็นปัจจัยลบต่อจีดีพี คือ สินค้าประมงหดตัวลง 1.8% จากผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดน้อย จากโรคตายด่วน (อีเอ็มเอส) ยังระบาด และยังมีสาขาบริการภาคการเกษตรที่หดตัวลง 0.5% ส่วนแนวโน้มจีดีพีภาคเกษตรในปี 2558 คาดว่า จะขยายตัวได้ 2-3% มูลค่าจีดีพีจะอยู่ที่ประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท

     

    ข้าว - ยางปี 57 ราคาตก

    อย่างไรก็ดีแม้ในภาพรวมจีดีพีภาคเกษตรของไทยจะaltยังขยายตัว แต่หากแยกเป็นรายสินค้าเกษตรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ครึ่งค่อนประเทศ ใน 3 รายการหลักประกอบด้วย ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง  พบในปีที่ผ่านมาในส่วนของสินค้าข้าวในปี 2557 ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ได้ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง หลังโครงการรับจำนำข้าวเปลือกราคาสูงกว่าราคาตลาดในรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ชินวัตรได้สิ้นสุดลง และรัฐบาลชุดปัจจุบันเลือกแนวทางปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด แต่มีการอุดหนุนเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ และได้ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น เช่นการขอความร่วมมือผู้ประกอบการลดค่าปุ๋ย ค่ายา ค่ารถเกี่ยวข้าว ค่าเช่านา รวมถึงจ่ายชดเชยรายได้ 1 พันบาทต่อไร่ ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ หรือไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท  การให้สินเชื่อแก่เกษตรกรเพื่อชะลอการขายข้าว การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก และมาตรการอื่นๆ เพื่อดันราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่า 8.5 พันบาทต่อตัน  

    นายประสิทธิ์  บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย คาดการณ์ผลผลิตข้าวของไทยในปี 2558 ว่า แม้ราคาข้าวเปลือกจะลดลงได้ราคาไม่เท่ากับโครงการรับจำนำ และกรณีที่กรมชลประทานได้ขอความร่วมมือชาวนาในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำแม่กลองงดทำนาปรังในฤดูแล้ง(พ.ย.57 - พ.ค.58)จากปริมาณน้ำในเขื่อนมีไม่เพียงพอในการสนับสนุนทำนา แต่คาดการณ์ผลผลิตข้าวในปี 2558 จะลดลงจากปี 2557 ไม่มาก เพราะในข้อเท็จจริงแล้ว แม้

    ทางการจะห้ามทำนาปรัง แต่ชาวนาตัวจริงก็ไม่ได้หยุด จะเห็นได้จากยังมีการทำนาในทุกพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยายังดำเนินการต่อไป เพราะหากรอถึงเดือนมิถุนายนในฤดูฝนหน้าก็คงไม่มีรายได้จับจ่ายใช้สอย 

    ในการทำนาจากนี้ไปอยากให้ชาวนารวมกลุ่มกันเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต เช่นเวลานี้ตนได้รวมกลุ่มชาวนาประมาณ 34 รายรวมพื้นที่ประมาณ 540 ไร่ที่ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในการทำนาตามหลักวิชาการ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีราคาถูกกว่าแทนปุ๋ยเคมี ซึ่งการรวมกลุ่มซื้อปุ๋ยปริมาณมาก ทำให้ได้เครดิตซื้อปุ๋ยจากทางร้านค้าในราคาไม่แพง และได้ลดราคา มีการเจรจากับโรงสีให้ราคาสูงกว่าราคาตลาดเพราะเป็นข้าวอินทรีย์ปลอดสารเคมี ล่าสุดได้เก็บเกี่ยวแล้วได้ผลผลิต 900-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ได้ราคาเฉลี่ย 1.05 หมื่นบาทต่อตัน ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ย 4.5 พันบาทต่อไร่ ทำให้ยังได้กำไร และอยู่ได้ จะได้ขยายแปลงต้นแบบนี้ไปในจังหวัดต่างๆ ต่อไป

    สำหรับราคาข้าวเปลือกในปี 2558 ในส่วนของข้าวเปลือกเจ้าที่ชาวนาขายได้เฉลี่ยคงอยู่ที่ระดับ 7-8 พันบาทต่อตัน แต่หากชาวนาหาวิธีลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตอย่างจริงจังโดยใช้ข้าวพันธุ์ดีก็สามารถอยู่ได้และมีกำไรซึ่งอาจมากกว่าในช่วงโครงการรับจำนำด้วยซ้ำ!

    ส่งออกข้าวดีต่อเนื่อง

    ขณะที่ด้านการส่งออกข้าว นายเจริญ  เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คาดในปี 2557 ไทยจะส่งออกได้ประมาณ 10.8 ล้านตัน จะมีผลให้ไทยกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกอีกครั้ง หลังจากช่วง 2 ปี ของโครงการรับจำนำข้าว(2555-2556) ไทยได้เสียแชมป์ให้กับอินเดีย และเวียดนามจากราคาข้าวสูงกว่าคู่แข่งขันมาก ส่วนในปี 2558 คาดไทยจะส่งออกข้าวได้ในระดับใกล้เคียงกันที่ 10-11 ล้านตัน จากราคาข้าวไทยได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติและสามารถแข่งขันได้ตามกลไกตลาด

    ยางพาราขาขึ้น

    ในส่วนสินค้ายางพารา ที่ในปี 2557 ราคาได้ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ 3 กิโลกรัม 100 บาท  จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคายางในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (โตคอมและเซี่ยงไฮ้) ได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากนักเก็งกำไรมีการเทขายสัญญามากกว่าซื้อสัญญายางพารา

    นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย มองว่าผลผลิตยางของไทยในปี 2558 น่าจะลดลงจากปี 2557 จากเกษตรกรได้เงินจากกองทุนสงเคราะห์จากรัฐบาลในการโค่นต้นยางเก่าตามเป้าหมายของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง 4 แสนไร่ต่อปี จากยางราคาตกในปีที่ผ่านมา ลูกจ้างกรีดยางหันไปทำอาชีพอื่นที่รายได้ดีกว่า จากโครงการมูลภัณฑ์กันชน (Buffer Fund) ของรัฐบาลซื้อยางราคานำตลาดในตลาดกลางยางพารา เกิดการแข่งขันซื้อกับผู้ส่งออกยาง ล่าสุดมีผลให้ราคายาง (ยางแผ่นรมควันชั้น 3) ได้ทะลุเป้าหมาย 60 บาท/กิโลกรัมแล้ว

    ในปี 2558 คาดราคายางทุกชนิด ทั้งในตลาดกลาง และในตลาดท้องถิ่นจะปรับตัวดีขึ้น จากในปี 2557 ถือเป็นราคาต่ำสุดแล้ว ทั้งนี้สิ่งที่ชาวสวนยางอยากได้เป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลคือขอให้เร่งจ่ายเงินชดเชยเกษตรกร 1 พันบาท/ไร่ ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่  เพราะเวลานี้การจ่ายเงินค่อนข้างล่าช้า อย่างน้อยขอให้จ่ายได้ซัก 50% ของจำนวนผู้มีสิทธิ

    ส่วนนายเยี่ยม  ถาวโรฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCo) คาดการณ์ราคายางพาราปี 2558 ว่ามีโอกาสฟื้นตัว จากไทย อินโดนีเซียและมาเลเซีย ผู้ผลิตรายใหญ่ได้จับมือกันจะควบคุมการขยายพื้นที่ปลูกและการส่งออกยางพาราของทั้ง 3 ประเทศ จากเศรษฐกิจโลกโดยรวมมีแนวโน้มฟื้นตัว จะมีผลความต้องการใช้ยางพาราเพื่อผลิตล้อยางรถยนต์ ถุงมือยาง และผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงคาดการณ์ราคายางในตลาดซื้อขายล่วงหน้าจะกระเตื้องขึ้น ขณะที่สต๊อกยางของประเทศผู้ผลิตสำคัญได้แก่ ไทย  อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนามลดลง ส่วนผู้ใช้ยางรายใหญ่สุดของโลกคือจีนสต๊อกได้ลดลงจาก 3.6 แสนตันเมื่อต้นปี 2557 ได้ปรับลดลงเหลือประมาณ 1.2 แสนตันเท่านั้นในเดือนธันวาคม

    มันสำปะหลังยังสดใส

    ด้านสินค้ามันสำปะหลัง อีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจสำคัญ นางสุรีย์  ยอดประจง นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ให้ความเห็นว่า ในปี 2557 ราคาหัวมันสดของไทยอยู่ในเกณฑ์ดี เฉลี่ยเกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 2.30 บาท คาดแนวโน้มราคามันสำปะหลังปี 2557/58 จะสดใส หลังผลการสำรวจปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังของ 4 ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ (ไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว) จะมีผลิตรวม 50.6 ล้านตัน ใช้ในประเทศรวม 14.3 ล้านตัน เหลือส่งออก 36.3 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการของตลาดโลกโดยรวมประมาณ 39.9 ล้านตัน ดังนั้นในปี 2558 จึงถือเป็นอีกหนึ่งปีทองของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง

    สรุปภาพรวมสินค้าเกษตรสำคัญ 3 รายการในปี 2558 ในส่วนของข้าวเกษตรกรยังอยู่ได้ แม้ราคาจะยังไม่ดีนัก แต่หากมีการปรับลดต้นทุนเพิ่มผลิตก็ยังสามารถอยู่รอดได้ ส่วนยางพารา ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่มันสำปะหลัง

     

    ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ


  • บันไดขั้นที่ ๑-๔ คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน

    Wednesday, 04 February 2015 2465 views

    ขั้นที่ ๑ พอกิน พื้นฐานที่สุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจัย ๔ และประการสำคัญที่สุดของปัจจัย ๔ คือ อาหาร ขั้นที่ ๑ ของแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือ ตอบคำถามให้ได้ว่า “ทำอย่างไรจึงจะพอกิน” โดยให้ความ...

    4-2-pr1048

    ขั้นที่ ๑ พอกิน
    พื้นฐานที่สุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจัย ๔ และประการสำคัญที่สุดของปัจจัย ๔ คือ อาหาร ขั้นที่ ๑ ของแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือ ตอบคำถามให้ได้ว่า “ทำอย่างไรจึงจะพอกิน” โดยให้ความสำคัญกับ ข้าวปลาอาหาร ไม่ให้ความสำคัญกับเงิน ซึ่งเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง” ในการแลกเปลี่ยนตามมาตรฐานสากล โดยยึดหลักว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง”
    เกษตรกรต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้โดยไม่ใช้เงิน มีอาหารพอมี พอกิน ด้วยการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ให้พอกิน ชาวนาต้องเก็บข้าวไว้ให้เพียงพอสำหรับการมีกินทั้งปี ไม่ขายข้าวเปลือกเพื่อนำเงินไปซื้อข้าวสาร
    นอกจากนั้น หัวใจสำคัญของ “พอกิน” ยังมีความหมายรวมไปถึงความปลอดภัยในอาหาร กินอย่างไรให้มีสุขภาพดี ไม่สะสมเอาความเจ็บไข้ได้ป่วยไว้ในร่างกาย นี่คือความหมายของบันไดขั้นที่ ๑ ที่เกษตรกรต้องก้าวข้ามให้ได้

    ขั้นที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น
    บันไดขั้นที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เกิดขึ้นได้พร้อมกัน ด้วยคำตอบเดียวคือ “ปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง” ซึ่งป่า ๓ อย่างจะให้ทั้ง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สมุนไพรสำหรับรักษาโรค ทั้งโรคคน โรคพืช โรคสัตว์ ให้ไม้สำหรับทำบ้านพักที่อยู่อาศัย และให้ความร่มเย็นกับบ้าน กับชุมชน กับโลกใบนี้ ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง และยังสามารถย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาหนี้สินซึ่งสะสมพอกพูนจากการทำ เกษตรเชิงเดี่ยว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลนนำ ภัยแล้ง ทั้งหมดล้วนแก้ไขได้จากแนวคิดป่า ๓ อย่างประโยชน์ ๔ อย่างขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

    บันไดขั้นที่ ๕-๙ คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า

    ขั้นที่ ๕-๖ บุญและทาน
    เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมั่นว่าสังคมไทยเป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่เน้นการแลกเปลี่ยนทางการค้า แต่เน้นการทำบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็นของส่วนตัว แต่เน้นการให้ทานและสะสมโดยมอบให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมโดยวัด หรือศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเป็นศูนย์กลาง เป็นการฝึกจิตใจ ให้ละซึ่งความโลภ และกิเลสในการอยากได้ ใคร่มี ลดปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้น ตามความหมายอันลึกซึ้งของคำ “Our Loss is Our Gain” หรือ “ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี” การให้ไปคือได้มา และเชื่อมั่นในฤทธิ์ของทาน ว่าทานมีฤทธิ์จริง และจะส่งผลกลับมาเป็นเพื่อน เป็นกัลยาณมิตร เป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือกันในทุกสถานการณ์ แม้ในวันที่โลกนี้ประสบกับวิกฤตการณ์

    ขั้นที่ ๗ เก็บรักษา
    ขั้นต่อไปหลังจากสามารถพึ่งตนเองได้ พอมี พอเหลือทำบุญ ทำทานแล้ว คือการรู้จักเก็บรักษา ซึ่งเป็นการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และการรู้จักเก็บรักษา ยังเป็นการสร้างรากฐานของการเอาตัวรอดในเวลาเกิดวิกฤตการณ์ โดยยึดแนวทางตามวิถีชีวิตชาวนาสมัยก่อนซึ่งเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางเพื่อ ให้พอมีกินข้ามปี คัดเลือกและเก็บรักษา “ข้าวพันธุ์” ไว้สำหรับเป็นพันธุ์ข้าวในปีต่อไป ซึ่งผิดกับวิถีชาวนาในปัจจุบันที่ใช้วิธีการขายข้าวทั้งหมด แล้วนำเเงินที่ขายได้ไปซื้อพันธุ์ข้าวเพื่อปลูกในปีต่อไป ส่งผลให้เกิดการขาดความมั่นคงและเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางสาย ความประมาท เพราะหากเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ย่อมหมายถึงปัญหาหนี้สินและการขาดแคลนพันธุ์ข้าวสำหรับปลูกในปีต่อไป
    นอกจากเก็บพันธุ์ข้าวแล้ว ยังเน้นให้รู้จักวิธีการถนอมอาหาร การสะสม อาหารไว้กินในยามหน้าแล้ง ด้วยการแปรรูปอาหารหลากชนิด อาทิ ปลาร้า ปลาแห้ง มะขามเปียก พริกแห้ง หอม กระเทียม เพื่อเก็บไว้กินในอนาคต
    ขั้นที่ ๘ ขาย
    เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขายสามารถทำได้ แต่ทำภายใต้การรู้จักตนเอง รู้จักพอประมาณ และทำไปตามลำดับ โดยของที่ขาย คือ ของที่เหลือจากทุกขั้นแล้วจึงนำมาขาย เช่น ทำนาอินทรีย์ ปลูกข้าวปลอดสารเคมี ไม่ทำลายธรรมชาติ ได้ผลผลิตเก็บไว้พอกิน เก็บไว้ทำพันธุ์ ทำบุญ ทำทาน แล้วจึงนำมาขายด้วยความรู้สึกของการ “ให้” อยากที่จะให้สิ่งดีๆ ที่เราปลูกเอง เผื่อแผ่ให้กับคนอื่นๆ ได้รับสิ่งดีๆ นั้นๆ ด้วย
    การค้าขายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการค้าที่มองกลับด้าน “เพราะรักคุณจึงอยากให้คุณได้รับในสิ่งดีๆ” พอเพียงเพื่ออุ้มชู เผื่อแผ่ แบ่งปัน ไปด้วยกัน

    ขั้นที่ ๙ (เครือ) ข่าย กองกำลังเกษตรโยธิน
    คือการสร้างกองกำลังเกษตรโยธิน หรือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศ เพื่อขยายผลความ สำเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติแนวคิด และวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ในชุมชน เพื่อการแก้ปัญหาวิกฤต ๔ ประการ อันได้แก่ วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ (Environmental Crisis) วิกฤตการณ์โรคระบาดทั้งในคน สัตว์ พืช (Epidemic Crisis) วิกฤตเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง (Economic Crisis) วิกฤตความขัดแย้งทางสังคม/สงคราม (Political/Social Crisis)

  • เปิด AEC ภาคการเกษตรไทยได้หรือเสีย

    Thursday, 15 January 2015 3269 views

      ปัจจุบันความตื่นตัวเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนทุกมากขึ้นในทุกภาคส่วนของ ผู้คนในขณะนี้ ว่าจะมีผลดีผลเสียต่อการประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตของตัวเอง อย่างไรบ้างหลัง...

    12-1-pr995

     

    ปัจจุบันความตื่นตัวเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนทุกมากขึ้นในทุกภาคส่วนของ
    ผู้คนในขณะนี้ ว่าจะมีผลดีผลเสียต่อการประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตของตัวเอง อย่างไรบ้างหลังจากเปิด AEC แล้ว โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทย ยังประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม จะมีผลกระทบในเชิงลบ หรือทางบวก ได้รับผลประโยชน์จาก AEC มากน้อยเพียงได ต้องปรับตัวหรือเตรียมกันอย่างไร

    สำหรับประชาคมอาเซียน (Asean Economic Community : AEC) ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ 
    ได้แก่ ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และ บรูไน มีประชากรรวมกัน ประมาณ 600 ล้านคน หรือกล่าวได้ว่าตลาดการค้าการลงทุนจะขยายเพิ่มจาก 62 ล้านคนภายในประเทศไทยเป็น 600 ล้านคน การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารจากเดิมที่ มุ่งเน้นผู้บริโภคคนไทยด้วยกัน ต่อจากนี้จะต้องให้ความสำคัญกับผู้บริโภคที่ อยู่ในอีก 9 ประเทศเพิ่มขึ้น

    แต่อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ก็จะมีเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตร ผู้ประกอบการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และอาหารในอีก 9 ประเทศที่คิดเช่นเดียวกันกับเรา และจะเข้าสู่ตลาดและดำเนินนโยบายทางการผลิตและการตลาดแข่งขันกับเรา เช่น นโยบายทางด้านราคา ด้านต้นทุนและด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหาร เป็นต้น ดังนั้น การเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน หรือการเปิด เสรีทางการค้าจะทำให้สินค้าเกษตรและอาหารจะเคลื่อนย้ายผ่านกลไกการขนส่งได้อย่างเสรี ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเพิ่มพูนปริมาณ การค้าและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศให้เพิ่มขึ้น จากการที่สินค้าเกษตรและอาหารจะถูกส่งไปจำหน่ายยังตลาดของประเทศในกลุ่มด้วยต้นทุนที่ถูกลง เนื่องจากไม่ต้อง เสียภาษีศุลกากรที่แต่ละประเทศได้เคยกำหนดไว้ ระบบตลาดจะปรับตัวเข้าสู่สภาวะที่ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายจะดำเนินการผลิตสินค้าที่ตนเองมีความได้เปรียบในการแข่งขัน กล่าวคือผู้ผลิตที่สามารถผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าแต่ยังรักษาระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า ผู้ผลิตที่มีประสบการณ์หรือทักษะในการผลิตสูง และสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพได้ในราคาที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ จะดำเนินการผลิตสินค้าและส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศ ขณะเดียวกันผู้ผลิตรายอื่นก็จะปรับตัวหันไปผลิตสินค้าที่ ตนเองมีความถนัดกว่า จึงเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน โดยสินค้าที่ แลกเปลี่ยนกันนั้นผู้ซื้อจะมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะได้รับ สินค้าที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นและมีราคาจำหน่ายหรือมีต้นทุนต่ำกว่า


    นอกจากนั้นทรัพยากรภายในประเทศของแต่ละประเทศ จะถูกใช้ประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ดีขึ้นกว่าการไม่เปิด
    เสรี เช่น สินค้าบางประเภทเราจะพบเห็นว่าเวลาเพื่อนเดินทางไปต่างประเทศ จะมีการฝากซื้อสินค้า เนื่องจากว่ามีราคาถูกกว่า การซื้อภายในประเทศ ทั้งนี้ในการกลับกันก็เป็นเช่นเดียวกัน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารนั้น เป็นการดำเนินการ ตกลงกันที่จะลดอุปสรรคทางการค้าทางด้านภาษีศุลกากรโดยการลดและเลิกไปในที่ สุด ส่วนอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี แต่ละประเทศยังสามารถที่จะกำหนดได้ เช่น เงื่อนไขมาตรการ สุขอนามัยพืชและสุขอนามัยสัตว์ที่แต่ละประเทศมีกฎ ระเบียบไว้เพื่อการปกปูองคุ้มครองผู้บริโภคมิให้ได้รับอันตรายจากการบริโภคสินค้าและอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี สารชีวภาพ วัตถุอันตรายต่างๆ และเงื่อนไขพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่รักษาระดับความหลากหลายทาง ชีวภาพของประเทศ ทั้งสินค้าที่จะนำเข้ามาหรือจะนำออกไป

    ดังนั้นในการเปิดเสรีทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารนั้น เกษตรกรในทุกระดับจะต้องปรับตัวโดยการติดตามข้อมูลทาง การตลาด พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภค ข้อมูลการผลิตของเกษตรกรในต่างประเทศ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาบริหารจัดการต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การสร้างความแตกต่างในสินค้า ที่สำคัญการปรับตัวเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานกระบวนการผลิตและมาตรฐานสินค้า และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ
    ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันได้ว่าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งผลิตด้วยกระบวนการที่ปนเปื้อนสารเคมี วัตถุอันตรายและมี 
    ราคาถูก จะไม่สามารถเข้ามาจำหน่ายได้ภายในประเทศไทยและกลายเป็นคู่แข่งขันหรือทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทศ นอกจากนั้น การเสริมสร้างขีดความสามารถของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรให้สามารถเข้าสู่ ตลาดอาเซียน จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนบทบาทของเกษตรกรรายย่อยให้มีพื้นที่ทางการตลาดในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น
    นอกจากการเปิดเสรีทางด้านการค้าและประชาคมอาเซียนยังเปิดให้มีการลงทุนอย่างเสรี จะส่งผลให้นักลงทุนสามารถ
    เคลื่อนย้ายการเงินทุนหรือการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตสินค้า กล่าวคือ นักลงทุนไทยสามารถไปลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น การไปลงทุนทาธุรกิจรวบรวมสินค้าเกษตรและแปรรูปแล้วส่งออกไปจำหน่าย (โรงสีข้าว โรงงานมันสำปะหลัง) หรือการ ลงทุนทางการเกษตรกรรมผลิตสินค้าเกษตรขั้นต้น แล้วส่งออกผลผลิตมาแปรรูปขั้นกลาง ขั้นสูงในประเทศไทย เป็นต้น

    ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็จะมีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรขั้นกลางและขั้นสูง หรือ การลงทุนผลิตปัจจัยการผลิตทางด้านการเกษตร เช่น เครื่องมือเครื่องจักรทาง การเกษตร เทคโนโลยีทางด้านการเกษตร เป็นต้น ระบบเศรษฐกิจในลักษณะนี้ จะส่งผลให้เกิดการแข่งขัน ในตลาดปัจจัยการผลิต เกษตรกรจะมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ในการเลือกซื้อ ปัจจัยการผลิตที่มีมาตรฐานคุณภาพและราคาที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ ขนาดการผลิตสินค้าเกษตรขั้นต้นจะปรับตัวให้เหมาะสมกับศักยภาพของเกษตรกรแต่ละครัวเรือน นั้นหมายถึงเกษตรกรไทยจะมุ่งผลิตสินค้าเกษตรที่เน้นคุณภาพ มากกว่าเน้นปริมาณ ที่ซึ่งเกษตรกรไทยมีความแตกต่างจากการใช้ฝีมือการผลิตที่เป็นจุดแข่ง รายได้สุทธิจากการผลิตจะปรับตัวเปลี่ยนผ่านเพิ่มขึ้นเมื่อตลาดเข้าสู่สมดุล ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรจะลดลงเนื่องจากเกษตรกรปรับตัว จากระบบการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นเน้นปริมาณ ไปสู่ระบบการผลิตที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้มข้นและเน้นคุณภาพสินค้า

    อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในเรื่องการเปิดเสรีการลงทุนนั้น จะต้องมีกฎระเบียบในการกำกับดูแลและสร้างบรรยากาศการ
    ลงทุนที่ โปร่งใส เพื่อให้โอกาสแก่นักลงทุนที่ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่เปิดโอกาสให้นักลงทุนที่ ต้องการเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรของประเทศหรือมาลงทุนในกิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมของไทย และที่สำคัญจะต้องสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่นักลงทุนนำเข้ามา มิฉะนั้นประเทศไทยจะเสียโอกาสและไม่ได้ประโยชน์การเปิดเสรีทางด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน เมื่อระบบเศรษฐกิจอาเซียนมีการปรับตัวเข้าสู่สมดุลรอบใหม่แล้ว และจากการที่ปริมาณการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของแต่ละประเทศขยายตัว จะส่งผลให้เกิดความต้องการแรงงานทางด้านเกษตร รวมทั้งแรงงานฝีมือด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้น ตลาดแรงงานที่ มีทักษะฝีมือจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นในแต่ละประเทศ ค่าจ้างแรงงานภายในกลุ่มอาเซียนจะปรับตัวเข้ามาใกล้เคียงกันตามสภาพแวดล้อมการทำงานหรือมีความแตกต่างกันน้อยลง โอกาสที่แรงงานภาคเกษตรที่เป็นชาวต่างประเทศที่เคยมีอยู่ภายในประเทศจะเคลื่อนย้ายกลับสู่ประเทศเดิมจึงมีสูง ทั้งนี้รวมถึงแรงงานฝีมือของไทยก็อาจถูกจ้างในราคาที่สูงกว่าเพื่อไปทำงานในระดับการควบคุมกระบวนงานการผลิตด้านการเกษตร

    ในประเด็นนี้จึงเป็นทั้งโอกาสและผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทย ซึ่งผลกระทบจะมาก่อนโอกาส นั้นหมายถึง จะกดดันเร่งเร้าให้เกษตรกรต้องปรับตัว ต้องขยันเรียนรู้และก้าวทันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาเรียนรู้ในทุกๆ ด้านเพื่อวิเคราะห์หาทางเลือกที่จะอยู่ร่วมและอยู่ รอด โดยการปรับลดขนาดการผลิตให้เหมาะสม กล่าวคือ เหมาะสมกับแรงงานภายในครัวเรือน และหันไปใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาทดแทนแรงงาน และหรือปรับระบบการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความแตกต่าง และเมื่อก้าวข้ามผลกระทบไปได้โอกาสทางการตลาดที่ดีกว่าจะเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตามการเพิ่มขีดความสามารถ หรือการเพิ่มสมรรถนะของแรงงานภาคการเกษตรมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบันเกษตรบางส่วนเป็นเพียงผู้จัดการแปลงผู้จัดการนา จ้างแรงงานที่มีทักษะบ้าง ไม่ มีทักษะบ้างเข้ามาทำงานในแต่ละขั้นตอนการผลิต ซึ่งผู้จัดการก็ขาดความรู้ความเข้าใจในการควบคุมกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ

    โดยสรุปการเปิดเสรีสินค้าเกษตรในกรอบของ AEC สำหรับประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์จากภาษีที่ ลดลง มีตลาดที่
    กว้างขึ้น สินค้าวัตถุดิบที่เป็นปัจจัยการผลิตนำเข้าราคาถูก ทำให้ลดต้นทุนการผลิตเพื่อการส่งออกเสริมสร้างโอกาสในการลงทุนขยายกิจการ ย้ายฐานการผลิต เกิดการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ในสินค้าและบริการ มีการพัฒนาและเพิ่มคุณภาพบุคลากรแรงงาน ลดช่องว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพิ่มอำนาจการซื้อ มากขึ้นในส่วนของผลกระทบ จะมีผลต่อเกษตรกรของไทยบางส่วนอาจทำให้ราคาสินค้าตกต่ำได้ เมื่อมีการนำเข้าสินค้าราคาถูกจาก อาเซียน 9 ประเทศ อุตสาหกรรมเกษตรที่ มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำอาจแข่งขันไม่ได้ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีจะถูกนำมาใช้มากขึ้น นักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการ ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น แรงงานฝีมือของไทยอาจเคลื่อนย้ายออกไปตลาดต่างประเทศที่ มีค่าตอบแทนสูงกว่า ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ทางผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมการหามาตรการมารองรับและหาทางออกไว้พร้อมแล้ว

     


    แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

  • เมื่อเปิด AEC ผลกระทบธุรกิจการเกษตร ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย

    Monday, 12 January 2015 1709 views

    เมื่อเปิด AEC ผลกระทบธุรกิจการเกษตร ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศต่างๆ จะทาให้ไทยขยายตลาดออกไปกว้างมากขึ้น โดยตลาดอาเซียน+6 ช่วยให้ไทยเข้าถึงตลาด 16 ปร...

    เมื่อเปิด AEC ผลกระทบธุรกิจการเกษตร ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย

    12-1-pr994

    การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศต่างๆ จะทาให้ไทยขยายตลาดออกไปกว้างมากขึ้น โดยตลาดอาเซียน+6 ช่วยให้ไทยเข้าถึงตลาด 16 ประเทศ ที่มีจำนวนประชากรกว่า 3,300 ล้านคน หรือกว่าครึ่งของประชากรโลก (6,900 ล้านคน)

    เป็นที่น่าสังเกตว่าการเปิดเสรีการค้าของอาเซียน ทำให้ร้านค้าปลีกขนาดยักษ์เข้ามาทำลายร้านของชำ (โชห่วย) ต้องเลิกกิจการไปเป็นจำนวนหมื่นจำนวนแสนราย จุดมุ่งหมายส่วนหนึ่ง ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ การทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี ในสาขาวิชาชีพ 8 สาขานั้น แรงงานประเทศที่มีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษที่เหนือกว่าคนไทยก็จะได้เปรียบ สามารถเดินทางเข้ามาทางานในประเทศไทยได้อย่างเสรี คนไทยอาจจะมีโอกาสตกงาน

    อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดี การเปิด AEC อาจจะส่งผลกระทบได้ เช่น
    1) ผู้ประกอบการต้องแข่งขันในตลาดเพิ่มขึ้น
    2) สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานจะเข้ามาวางจาหน่ายในประเทศมากขึ้น และ
    3) ขาดแคลนแรงงานฝีมือเนื่องจากแรงงานเหล่านี้เคลื่อนย้ายไปในประเทศที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า

    สินค้าที่กังวลว่าอาจจะได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร เช่น
    -น้ำมันปาล์มที่ไทยต้องแข่งขันกับมาเลเซีย (มาเลเซียเป็นผู้ผลิตน้ามันปาล์มอันดับหนึ่งของโลก)
    -เมล็ดกาแฟที่ไทยต้องแข่งขันกับเวียดนาม (เวียดนามผลิตมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากบราซิล)
    -มะพร้าวที่ไทยต้องแข่งขันกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ (อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตมะพร้าวอันดับหนึ่งของโลก รองมาคือ ฟิลิปปินส์) และ
    – ชาที่ไทยต้องเตรียมแข่งขันกับอินโดนีเซีย(อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตอันดับสี่ของโลก รองจากอินเดีย จีนและศรีลังกา ตามลำดับ)
    ส่วนการเปิดเสรีการค้าบริการ ซึ่งธุรกิจบริการไทยมีความเข้มแข็ง เช่นการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ ผู้ประกอบการไทยสามารถรุกออกไปให้บริการในตลาดอาเซียนและขยายการให้บริการภายในประเทศแต่ธุรกิจบริการที่ไทยน่าจะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาให้บริการของผู้ให้บริการอาเซียนและต้องแข่งขันสูงในอาเซียน ได้แก่ โลจิสติกส์และสถาปนิก ซึ่งไทยต้องแข่งขันกับสิงคโปร์ที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและเทคโนโลยีสูงกว่า

    ในภาคเกษตรนับว่าเริ่มมีการเปิดเสรีการค้ามาแล้วตั้งแต่ปี 2553 โดยให้สินค้าเกษตรของ 6 ประเทศในอาเซียนมีภาษีเป็น 0% ฉะนั้นยังเหลืออีก 4 ประเทศ คือเวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ที่จะปรับภาษีให้เป็น 0% ในปี 2558 ซึ่งแต่ละประเทศก็มีสินค้าเกษตรบางตัวเท่านั้นที่มีความอ่อนไหวที่จะต้องมาตกลงกัน เช่น ไทยมีกาแฟ มันฝรั่ง ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง ส่วนอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ มีเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งปัจจุบันกำหนดภาษีอยู่ที่ 20-40%


    ที่มา: บทคัดย่อจาก สยามรัฐ 

banner_coop